จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

 คำถาม  ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว  แล้วต่อมาโจทก์ถอนฟ้องก่อนคดีถึงที่สุด จำเลยขอคืนค่าปรับ ศาลคืนค่าปรับแก่จำเลย พนักงานอัยการมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาหรือไม่
                        คำตอบ   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
                        คำพิพากษาฎีกาที่  3318/2542  ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ  ต่อมาโจทก์ถอนฟ้องและจำเลยขอคืนค่าปรับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้คืนค่าปรับแก่จำเลย กรณีจึงเป็นผู้เสียหายใช้อำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 28 โดยพนักงานอัยการมิได้เป็นคู่ความในคดีด้วย  ทั้งกรณีไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติพนักงานอัยการ พ.ศ. 2498 มาตรา  11 ที่จะให้พนักงานอัยการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินคดีนี้ได้  พนักงานอัยการจึงไม่สามารถเข้ามาเป็นคู่ความในคดีนี้ และไม่มีสิทธิฎีกา ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัย
  คำถาม   คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์  ศาลชั้นต้นสั่งรับประทับฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อน ความปรากฏในศาลสูงจะต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์หรือไม่ และการกระทำความผิดเดียวกันหากพนักงานอัยการยื่นฟ้องแล้ว ผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหากได้หรือไม่และศาลต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกหรือไม่
                       คำตอบ   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
                       (ก) คำพิพากษาฎีกาที่ 477/2508   กระบวนการไต่สวนมูลฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (12), 162, 165, 167 นั้น เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน
                       คดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งรับประทับฟ้องโดยไม่ไต่สวนมูลฟ้องเสียก่อนนั้นไม่ใช่การกระทำของโจทก์  จึงปราศจากข้ออ้างที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ และการที่จำเลยไม่ให้การรับสารภาพ ไม่ค้าน จะเท่ากับรับว่า คดีโจทก์มีมูลก็ไม่มีกฎหมายบัญญัติไว้ ศาลฎีกาพิพากษายกคำพิพากษาศาลล่าง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องและพิจารณาพิพากษาต่อไป
                       (ข) คำพิพากษาฎีกาที่  4007 – 4008/2530  แม้พนักงานจะยื่นฟ้องจำเลยข้อหายักยอกแล้ว โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายก็มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดเดียวกันเป็นคดีใหม่ต่างหากได้ ไม่มีกฎหมายห้ามไว้ และเมื่อศาลสั่งรวมพิจารณาคดีเข้าด้วยกันแล้ว คดีของโจทก์ร่วมก็ไม่จำเป็นต้องไต่สวนมูลฟ้องอีกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 162
                        คำพิพากษาฎีกาที่ 1646-1649/2515  ไม่มีกฎหมายจำกัดอำนาจของพนักงานอัยการมิให้ฟ้องคดีอาญาที่ผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องไว้แล้ว ตรงกันข้ามข้อความในมาตรา 33 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติถึงการพิจารณาคดีซึ่งทั้งพนักงานอัยการและผู้เสียต่างยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกันแสดงว่า ผู้เสียหายและพนักงานอัยการต่างยื่นฟ้องคดีอาญาเรื่องเดียวกัน การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ จึงไม่เป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

คำถาม   จำเลยจะฟ้องแย้งจำเลยด้วยกันหรือฟ้องแย้งบุคคลภายนอกได้หรือไม่
                       คำตอบ   มีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้ดังนี้
                       คำพิพากษาฎีกาที่  5578/2549   ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) ฟ้องแย้งเป็นคำฟ้องอย่างหนึ่ง ดังนั้น การบรรยายฟ้องจะต้องปฏิบัติตาม ป.วิ.พ.มาตรา 172 วรรคสอง กล่าวคือต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้น และจะต้องบรรยายให้เห็นว่าโจทก์ได้โต้แย้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายของจำเลยอย่างไรตามมาตรา 55 ทั้งต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคำฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามมาตรา 177 วรรคสาม และมาตรา 179 วรรคท้าย ฟ้องแย้งของจำเลยอ้างว่าจำเลยได้ขอให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการรังวัดสอบเขตเพื่อแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของจำเลยให้ถูกต้องตามความจริง แต่โจทก์ไปคัดค้านมิให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนด จึงขอให้บังคับโจทก์ยินยอมรับการสอบเขตที่ดินของจำเลย เป็นการกล่าวอ้างว่าโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลย มูลคดีที่จำเลยฟ้องแย้งจึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามประเด็นในคำฟ้องเดิมของโจทก์ ซึ่งเป็นเรื่องขับไล่จำเลยชอบที่จะฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก ไม่อาจขอรวมมาในคำให้การได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม  ส่วนที่จำเลยฟ้องแย้งขอให้บังคับเจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ดินของโจทก์และจำเลยให้ตรงกับความจิรงเป็นฟ้องแย้งที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นบุคคลภายนอก  มิใช่ฟ้องแย้งโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี จึงเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิม
                         คำพิพากษาฎีกาที่  7606/2549  ฟ้องแย้งต้องเกี่ยวกับฟ้องเติมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้  ฟ้องเดิมของโจทก์คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องของบริษัท ว. มาตามสัญญาขายทรัพย์สินขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงินซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่บริษัทดังกล่าวมีต่อจำเลยทั้งสามตามมูลหนี้กู้ยืมเงิน ค้ำประกันและจำนอง แล้วโจทก์ใช้สิทธิของบริษัท ว. ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยทั้งสามชำระหนี้ที่ค้างชำระ ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 อ้างว่าบริษัท ว. ได้ตกลงร่วมลงทุนให้การสนับสนุนโครงการของจำเลยที่ 1 โดยปล่อยสินเชื่อให้แก่จำเลยที่ 1 จำนวน 275,000,000 บาท ตกลงให้จำเลยที่ 1 รับเงินสินเชื่อเป็นคราว ๆ แล้วบริษัท ว. ผิดข้อตกลงมิใช่จ่ายสินเชื่อเงินลงทุน 30,000,000 บาทแก่จำเลยที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 1 ไม่สามารถก่อสร้างบ้านให้แล้วเสร็จ และส่งมอบบ้านพร้อมที่ดินให้ลูกค้าได้ ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์และบริษัท ว. ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่จำเลยที่ 1 กรณีตามฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นเรื่องนิติสัมพันธ์และข้อพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัท ว. ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกคดี ไม่ใช่สิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์โดยตรง  เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 1 จะต้องไปว่ากล่าวแก่บริษัท ว. ต่างหาก ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 จึงไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้
                         คำพิพากษาฎีกาที่  3045/2530  โจทก์กับจำเลยทั้งสามได้ทำบันทึกข้อตกลงแบ่งส่วนที่ดินของตนที่มีอยู่ในที่ดินออกจากกัน จำนวน 3 แปลง แบ่งที่ดินทางทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออกแปลงที่ 1 เป็นของจำเลยที่ 2 แปลงที่  2 ถัดจากแปลงที่ 1 มาทางทิศใต้ เป็นของโจทก์ แปลงที่ 3 เป็นของจำเลยที่ 1 แปลงคงเหลือเป็นของจำเลยที่ 3 ส่วนเนื้อที่จะแจ้งในวันไปรังวัดและยังมีเอกสารซึ่งเป็นรูปจำลองแผนที่ มีรอยขีดเส้นแบ่งที่ดินออกเป็น 4 ส่วน เขียนชื่อโจทก์ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ชื่อจำเลยที่ 3 ในบริเวณที่ดินด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้  ทั้งโจทก์และจำเลยทั้งสามลงชื่อรับรองเอกสารและรูปแผนที่ดังกล่าวไว้ด้วยเมื่อโจทก์กับจำเลยทั้งสามมีกรรมสิทธิ์รวมกันในที่ดินพิพาทการกำหนดลงไปในเอกสารทั้งสองฉบับว่า ผู้ใดได้ที่ดินส่วนใดย่อมเป็นการระงับข้อพิพาทอันจะมีขึ้นให้เสร็จไปเพราะเป็นการตกลงเพื่อให้เป็นที่แน่นอนไม่โต้เถียงแย่งกันเอาที่ดินส่วนนั้นส่วนนี้ ทั้งตามข้อตกลงก็จะบุว่าจะนำช่างรังวัดทำการปักหลักเขตแสดงว่ามีการตกลงกันแน่นอนแล้วมิฉะนั้นก็ย่อมจะนำช่างรังวัดที่ดินเพื่อแบ่งแยกมิได้และหลังจากรังวัดแล้วจึงจะรู้เนื้อที่ของแต่ละคนเป็นที่แน่นอนเอกสารดังกล่าวจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850  จำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงฟ้องแย้งขอให้บังคับให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้
                       ฟ้องแย้งเป็นเรื่องจำเลยขอให้บังคับโจทก์จะขอให้บังคับจำเลยด้วยกันมิได้ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 177  วรรคสามและมาตรา 178

*** รวมคำชี้ขาดความเห็นแย้งคดี" ลักทรัพย์" *** ชุดที่ ๑


คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1056
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้ลักกระเป๋าสตางค์ของผู้กล่าวหาซึ่งภายในมีเงินสดจำนวน 80,000 บาท บัตรประจำตัวประชาชน, ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ไปโดยทุจริต ตามทางคดีมีประจักษ์พยานเห็นผู้ต้องหาขณะลักทรัพย์และเมื่อผู้กล่าวหาขอตรวจค้นตัวผู้ต้องหา จึงพบกระเป๋าของผู้กล่าวหาในตัวผู้ต้องหาเหตุเกิด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เวลากลางคืนที่แขวงยานนาวา เขตสาทรกรุงเทพมหานครพนักงานสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ตามข้อหาพนักงานอัยการ สั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ในความผิด ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เสนอความเห็นแย้งในการที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหานอกจากจะเป็นความผิด ฐานลักทรัพย์แล้ว ยังเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารคือบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อีกด้วยอัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพฤติการณ์ผู้ต้องหาเจตนาประสงค์ที่จะลักเอากระเป๋าพร้อมเงินสดของผู้เสียหายซึ่งมีเอกสารอยู่ในกระเป๋าดังกล่าวไปในคราวเดียว มิได้มีเจตนาที่จะเอาไปเสียซึ่งเอกสารดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง จึงชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188
ข้อสังเกต
ในเรื่องนี้ แม้ผู้ต้องหาจะคาดหมายได้ว่าในกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายนั้น ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นใด อันเป็นเอกสารสำคัญของผู้เสียหายอยู่ด้วย แต่เมื่อตามทางการสอบสวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอันจะบ่งชี้ได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาเอาไปเสียซึ่งเอกสารดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าผู้ต้องหามีเจตนาลักระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อเงินสดเท่านั้น
คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1057
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งลูกมือช่าง (ช่างประปา)วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการปฎิบัติงานนอกเวลาราชการ เเละรายงานหัวหน้าฝ่ายเพื่อทราบการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเเล้วจึงส่งเรื่องให้ฝ่ายงบประมาณการเงินและบัญชีเบิกจ่ายเงิน ผู้ต้องหาได้ทำการเบิกค่าตอบเเทนการปฎิบัติงานนอกเวลาราชการปกติในการควบคุมดูแลระบบต่างๆ ของ ตึกศัลยกรรม 6 ชั้นวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครแเละวชิรพยาบาลเป็นเท็จ โดยจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายในวันที่ ผู้ต้องหา ลาป่วย เเละลาพักผ่อน ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2541 - กันยายน 2543 โดยมิได้อยู่ปฏิบัติราชการจริงคิดเป็นเงินที่เบิกไปโดยมิชอบ จำนวน 5, 100 บาท และนำวัสดุอุปกรณ์งานช่างเช่น หลอดไฟ สายไฟเดินภายใน ไม้อัด กาวติดไม้อัด ฯลฯ ของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นเหตุให้กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 7,860 บาท รวมทั้ง
ได้ทำการขนถ่ายนำมันดีเซลจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตึกศัลยกรรม 6 ชั้น บรรจุใส่ถังแกลลอนขนาด 20 ลิตร จำนวนหลายครั้ง โดยคิดค่าเสียหายเป็นเงินประมาณ2,532.80 บาท เเละยังมีบางส่วนที่ไม่สามารถตรวจสอบความเสียหายได้ เหตุเกิด -ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2541 กึงวันที่ 26 มีนาคม 2544 เวลากลางวันเเละกลางคืนต่อเนื่องกัน ที่แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานครฯ พนักงานสอบสวน -เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทุกข้อหา พนักงานอัยการ -สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ทุกข้อหา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ -พิจารณาเเล้วเห็นว่า กรณีความผิดข้อหาปลอมเอกสาร เเละใช้หรืออ้างเอกสารปลอมนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนฟังได้ว่า ผู้ต้องหาได้รับมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ แต่ได้กรอกข้อความลงในแบบฟอร์มการขอเบิกค่าตอบเเทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเป็นเท็จ โดยทำการเบิกค่าตอบเเทนในวันที่ผู้ต้องหาลาป่วย เเละ ลาพักผ่อนด้วย ดังนั้นเมื่อผู้ต้องหามีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการจึงมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินค่าตอบเเทนนอกเวลาราชการแม้ผู้ต้องหาทำหลักฐานการเบิกจ่ายเงินไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เเต่เอกสารดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารปลอมเพราะเป็นการจัดทำเอกสารภายในอำนาจหน้าที่ การกระทำของผู้ต้องหาจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้หรืออ้างเอกสารปลอม ดังนั้นตามที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาข้อหานี้จึงชอบแล้วส่วนกรณีสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหา ข้อหาลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง นั้น ยังไม่เห็นพ้องกับคำสั่งดังกล่าว เพราะมีข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ต้องหา เป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่เป็นหัวหน้าช่างควบคุมช่างประปา ฝ่ายซ่อมบำรุงและกำจัดของเสีย ของกรุงเทพมหานคร ได้เบิกอุปกรณ์ไฟฟ้าประปา เเละน้ำมันดีเซล ไปเก็บรักษาไว้ที่หน่วยงานของตน เพื่อนำไปใช้ในการปฎิบัติงาน แต่ได้เอาทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตน การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์ เนื่องจากการที่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกจ้างได้เบิกทรัพย์สินต่าง ๆ มาเก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานให้กับนายจ้างนั้น เป็นเพียงการยึดถือทรัพย์สินไว้แทนนายจ้างเท่านั้น ส่วนการครอบครองยังอยู่ที่นายจ้างเเละกรณีที่ผู้ต้องหายึดถือไว้ก็เพื่อใช้สอยอยู่ในการทำงานให้นายจ้าง เมื่อผู้ต้องหาเอาทรัพย์ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง อัยการสูงสุด -พิจารณาเเล้วชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) พระราชบัญญัติเเก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1193
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อประมาณกลางปี 2543 ผู้เสียหายได้ถอดกระปุกเกียร์รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นเคบี 2000 จำนวน 1 อัน ราคาประมาณ 3, 0001 - บาท ออกจากรถยนต์ส่วนตัวแล้วนำไปเก็บรักษาไว้หลังบ้านพักที่เกิดเหตุ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่ผู้เสียหายกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บริเวณหน้าบ้านดังกล่าว เห็นผู้ต้องหาซึ่งเป็นญาติและพักอาศัยอยู่ด้วยกัน เดินหิ้วถุงปุ๋ยซึ่งมีลักษณะเหมือนมีวัตถุขนาดเท่ากระปุกเกียร์รถยนต์บรรจุอยู่ภายในแล้วเดินออกจากบ้านไป มีลักษณะท่าทางเป็นพิรุธ แต่ผู้เสียหายไม่ติดใจสงสัย เพราะคิดว่าผู้ต้องหาคงจะไม่นำสิ่งของมีค่าที่อยู่ภายในบริเวณบ้านไปขาย หลังจากผู้เสียหายรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ได้เดินออกไปดูกระปุกเกียร์รถยนต์ แต่ปรากฏว่าได้หายไป และมีร่องรอยการเคลื่อนย้ายออกไปใหม่ ๆ เชื่อว่าผู้ต้องหาจะต้องเป็นผู้มาลักเอาทรัพย์ของตนไป หลังจากผู้ต้องหากลับเข้ามาในบ้าน ผู้เสียหายสอบถามว่าได้เอากระปุกเกียร์รถยนต์ไปหรือไม่ ผู้ต้องหายอมรับว่าได้ลักเอากระปุกเกียร์รถยนต์ของผู้เสียหายขายให้ผู้มารับซื้อของเก่าแล้วและรับปากว่าจะติดตามเอามาคืนให้ในภายหลัง แต่ไม่สามารถติดตามนำกลับมาคืนให้ได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายผู้เสียหายจึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334พนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เสนอความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาของพนักงานอัยการ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คดีนี้ผู้เสียหายให้การยืนยันว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เห็นผู้ต้องหาหิ้วถุงปุ๋ยภายในบรรจุสิ่งของคล้ายกระปุกเกียร์รถยนต์แล้วเดินออกจากบ้านไป มีลักษณะท่าทางเป็นพิรุธ หลังเกิดเหตุได้ไปตรวจสอบกระปุกเกียร์รถยนต์ของตนที่ถอดเก็บไว้บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าได้หายไปและมีร่องรอยการเคลื่อนย้ายออกไปใหม่ ๆ จึงเชื่อว่าผู้ต้องหาจะต้องเป็นผู้มาลักเอาทรัพย์ของตนไป สอบถามผู้ต้องหาแล้วให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้มาเอากระปุกเกียร์รถยนต์ดังกล่าวไปขายให้คนรับซื้อของเก่าจริง แม้ต่อมาผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน แต่พฤติการณ์และพยานหลัก ฐานในคดีน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต กระทำของผู้ต้องหาจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้องผู้ต้องหาในความผิดดังกล่าวอัยการสูงสุด ได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8)
ต้องเป็นการเอาทรัพย์ไปจากเคหสถานโดยผู้กระทำไม่มีสิทธิ เข้าไปในเคหสถานนั้นได้ และถ้า
ผู้กระทำบุกรุกเข้าไปในเคหสถานนั้นด้วยก็จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่งด้วย
คดีนี้ผู้ต้องหาพักอาศัยอยู่ร่วมกันกับผู้เสียหายในบ้านที่เกิดเหตุ แล้วลักเอากระปุกเกียร์รถยนต์ของ
ผู้เสียหายไปจากบริเวณบ้านพักดังกล่าว ซึ่งเป็นเคหสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4)
ก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน คงมีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 334 เท่านั้น

คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1246
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 2 ได้เสนอขายโทรศัพท์ให้พยานในราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งผู้กล่าวหาสนใจจะซื้อด้วยจึงมีการนัดหมายกันกับผู้ต้องหาที่ 2 เพื่อรับโทรศัพท์เเละชำระราคา ในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้กำหนดที่นัดหมายโดยติดต่อกันทางโทรศัพท์ ซึ่งผู้กล่าวหาเเละพยานได้นำเงินสตติดตัวมา 150, 000 บาทเพื่อชำระค่าโทรศัพท์80 เครื่อง เมื่อถึงที่นัดหมาย ผู้ต้องหาที่ 2 บอกทางโทรศัพท์ให้ผู้กล่าวหากับพยานเก็บเงินสดไว้ที่รถและเดินไปตามทางรถไฟเพื่อไปพบผู้ต้องหาที่ 2 ที่บ้านหลังหนึ่ง เมื่อเดินไปได้ประมาณ 10-12 เมตรผู้กล่าวหาไม่เเน่ใจในจุดนัดหมายจึงให้พยานโทรคุยกับผู้ต้องหาที่ 2 อีกครั้งผู้ต้องหาที่ 2 บอกว่าตอนนี้อยู่ที่ห้าง จ. ให้เดินไปหาที่ห้างดังกล่าวก็ได้ เมื่อดูของเสร็จแล้วค่อยกลับมารับเงินตรงที่จอดรถไว้ ผู้กล่าวหาเเละพยานเกิดความสงสัยว่าน่าจะมีพิรุธจึงเดินกลับมาที่รถพบผู้ต้องหาที่ 1กำลังงัดรถยนต์ของผู้กล่าวหาอยู่ ผู้ต้องหาที่ 1 เห็นผู้กล่าวหาเเละพยาน จึงวิ่งขึ้นรถยนต์ ซึ่งจอดอยู่หน้ารถของผู้กล่าวหาหันหน้าเข้าหารถของผู้กล่าวหาเเล้วขับรถหนีไป ผู้กล่าวหากับพยานขับรถตามประกบผู้ต้องหาที่ 1 เเละเรียกให้ผู้ต้องหาที่ 1 ลงมาจากรถ จากคำให้การของผู้กล่าวหายืนยันว่าผู้ต้องหาที่ 1 ได้ยอมลงจากรถเเละยอมรับกับผู้กล่าวหาว่า งัดรถของผู้กล่าวหาจริง เหตุเกิด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน ที่แขวง/เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานครความเห็น - พนักงานสอบสวน - มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 เเละ 2 ตามข้อหา พนักงานอัยการ - มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา พยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ เเละสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 ไม่ทราบว่าเป็นใคร ยังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด พนักงานอัยการจึงไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ 2 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ - พิจารณาเเล้วเห็นว่า ตามที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหา ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกเเก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม นั้น ยังไม่เห็นพ้องกับคำสั่งดังกล่าว เพราะคดีมีบิดาของผู้ต้องหาที่ 1เป็นพยานให้การว่า รถยนต์คันที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับเป็นของตน ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 สามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าว และจากคำให้การของผู้กล่าวหาก็ให้การว่า ผู้ต้องหาที่ 1 วิ่งขึ้นรถยนต์คันดังกล่าวที่จอดอยู่หน้ารถของผู้กล่าวหาโดยหันหน้าเข้าหารถของผู้กล่าวหาเเล้วขับหนีไปจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเเสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาในการขับรถคันดังกล่าวมาที่รถของผู้กล่าวหาเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ของผู้กล่าวหา เเต่ยังลักทรัพย์ไม่สำเร็จผู้กล่าวหามาพบเสียก่อน จึงได้ใช้รถคันดังกล่าวหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุม พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ 1 ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและเพื่อให้พ้นการจับกุมอัยการสูงสุด - พิจารณาแล้ว ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ฐาน พยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3), 336 ทวิ,80 พระราชบัญญัติเเก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2525 มาตรา 11ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13

(ขอขยายระยะเวลาได้ ก่อนสิ้นเวลานั้น ถ้ามีพฤติการณ์พิเศษ พฤติการณ์พิเศษ คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คู่ความ หรือศาลไม่สามารถปฏิบัติได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับการนั้นๆ)(โดยพี่ดาว)

พฤติการณ์พิเศษ และ เหตุสุดวิสัย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2602/2548

ป.วิ.พ. มาตรา 23
สำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นสิ่งจำเป็นที่จะใช้ในการเรียงอุทธรณ์เพราะผู้เรียงอุทธรณ์จะต้องตรวจดูข้อความในคำพิพากษาศาลชั้นต้นเพื่อหาข้อโต้แย้งทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ศาลชั้นต้นหยิบยกขึ้นวินิจฉัย มิฉะนั้นอาจไม่เป็นคำฟ้องอุทธรณ์ตามกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงถือเป็นกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษ ศาลชอบที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 15////
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1722/2545
(เหตุสุดวิสัย หมายถึง เหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลา หรือเหตุที่ทำให้คู่ความไม่สามารถมีคำขอมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเหตุที่เกิดจากภัยธรรมชาติซึ่งไม่มีใครอาจป้องกันได้)**คือมีพฤติการณ์พิเศษที่จำเป็นต้องขอขยายระยะเวลาแล้ว แต่ก็มีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจขอได้ก่อนสินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด*******
ป.พ.พ. มาตรา 8
ป.วิ.พ. มาตรา 23
หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์แถลงขอคัดสำเนาในวันรุ่งขึ้นต่อมาอีก 1 เดือนโจทก์ยื่นคำร้องว่ายังไม่ได้รับสำเนาคำพิพากษาจึงขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 15 วัน ศาลชั้นต้นสั่งในวันถัดมาว่าอนุญาตให้ขยายระยะเวลาแต่กำหนดวันให้น้อยกว่าที่โจทก์ขอ ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลชั้นต้นที่จะต้องแจ้งคำสั่งให้โจทก์ทราบเพราะศาลชั้นต้นมิได้สั่งในวันเดียวกันกับที่โจทก์ยื่นคำร้อง เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้โจทก์ทราบแต่อย่างใด จะถือว่าโจทก์ทราบคำสั่งศาลชั้นต้นแล้วมิได้ เหตุที่เกิดขึ้นมิใช่ความผิดของโจทก์ หากแต่เกิดจากความบกพร่องของศาลชั้นต้นเอง นับว่าเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้โจทก์ไม่อาจยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดในครั้งแรกได้ กรณีมีเหตุสมควรอนุญาตให้โจทก์ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในครั้งที่สองต่อไปได้

(หากคู่ความดำเนินกระบวนพิจารณาใด หลังจาก พ้นกำหนดระยะเวลาตามกฎหมายโดยไม่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลามาด้วย ศาลจะอนุญาตไม่ได้ คู่ความต้องยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาโดยอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยให้ชัดเจน จะถือว่าการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปนั้น เป็นการขอขยายระยะเวลาไปในตัว ไม่ได้)(โดยพี่ดาว)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4340 - 4341/2545
ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า กรณีนี้เป็นการขออนุญาตยื่นคำให้การเมื่อพ้นกำหนดเวลายื่นคำให้การแล้ว ซึ่งหากจะถือว่าเป็นการขอขยายระยะเวลา จำเลยทั้งสองจะต้องอ้างทั้งพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจยื่นคำให้การภายในกำหนดระยะเวลายื่นคำให้การด้วย ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 แต่ปรากฏตามคำร้องขอของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองอ้างเหตุที่มิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การเท่านั้น หาได้อ้างพฤติการณ์พิเศษและเหตุสุดวิสัยแต่อย่างใดไม่ ดังนี้ ที่จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นคำให้การดังกล่าวจึงไม่อาจถือเท่ากับเป็นการขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งขยายระยะเวลายื่นคำให้การแก่จำเลยทั้งสองได้

(หากทราบข้อความหรือพฤติการณ์ อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างการผิดระเบียบ ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ร้องขอเพิกถอนได้ภายใน 7 วันนับแต่วันทราบ แต่ก็เลือกใช้วิธีอุทธรณ์ฎีกาคำสั่งของศาลที่เกี่ยวกับกระบวนพิจารณาที่ผิระเบียบได้ เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของปนะชาชน) (โดยพี่ดาว)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6469 - 6470/2543

ป.วิ.พ. มาตรา 27
ป.วิ.อ. มาตรา 15
จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่หนึ่ง แต่เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องอุทธรณ์แล้วมีการจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้จำเลย ณ อีกที่หนึ่ง ซึ่งมิใช่ภูมิลำเนาของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตั้งแต่การส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลย ตลอดจนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาส่งสำเนาอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่จำเลยใหม่ ซึ่งเป็นการสั่งตามป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 เพราะสำเนาอุทธรณ์เป็นคำคู่ความจะต้องส่งให้แก่จำเลย ณ ภูมิลำเนาของจำเลยหากฝ่าฝืนต้องถือว่ามิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 1จึงมีอำนาจที่จะสั่งได้
หากการส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์ให้แก่จำเลยไม่ชอบเสียแล้วการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมไม่ชอบไปด้วย เมื่อเหตุที่ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบเป็นเพราะกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ซึ่ง ป.วิ.พ.มาตรา 27 บัญญัติทางแก้ไว้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่คู่ความจะต้องแก้ไขโดยใช้สิทธิได้เพียงฎีกาเท่านั้น