จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฎีกาติดดาว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ฎีกาติดดาว แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

*** ประมวลกฎหมายอาญา ภาคภาษาอังกฤษ พร้อมคำแปล** ท่องๆไว้หน่อยก็ดีครับ คำแปลจะอยู่ส่วนท้าย นะครับ ของอัยการ ภาษาอังกฤษ ข้อละ 10 คะแนน คงทิ้งไม่ได้




Section 1.- In This Code:
(1) "To commit an act dishonestly” means to do an act in order to procure, for himself or the other person, any advantage to which he is not entitled by law;
(2) "Public way " means a land or waterway used by the public for traffic , and includes a railway or tramway used for public conveyance;
(3) " Public place” means a place to which the public has a right of entry:
(4) " Dwelling place” means a place used for dwelling. such as a house, shed, vessel, or floating house in which a human being dwells, it also includes the precinct of the place used for dwelling, whether it be enclosed or not ;
(5) " Arm” includes anything which is not a weapon by nature, but which is used or intended to be used as a weapon for causing grievous bodily harm;
(6) " To commit an act of violence" means to do an act of violence against the body or mind of a person, Whether it be by physical force or by any other means, and included any act causing any person to be in a state of being unable to resist, whether it be using drug causing intoxication , by hypnotism or by any other similar means;
(7) " Document" means any paper or other material for expressing the meaning by letters, figures, plan or an other design, whether it be by way of printing, photographing or any other means, which is evidence of such meaning ;
( 8 ) "Official document" means a document draw up or authenticated by an official in the course of his duty, and includes also a copy of such document authenticated by an official in the course of his duty ;
(9) " Document of right” means a document evidencing the creation, modification, transfer, reservation or extinction of a right;
(10) "Signature” includes a finger - print and mark put to a document by a person in lieu of his signature;
(11) "Night" means the restraint, keeping in custody, detention, confinement or imprisonment;
(12) Custody” means the restraint, keeping in custody detention confinement or imprisonment
(13) Ransom” means a property or benefit demanded or given in exchange for the liberty of the person who is taken away held or confined
(14) Electronics Card means that:
(A) any documents or any other materials in any description, that issuer having issued to the person entitled to use, whether the name specified or not the data or cipher noted by applying the ways or electron electricity, electromagnet wave or any other similar ways and applying the ways of letters, figures, ciphers, identify number or symbols either able to be seen or not to be seen by the naked eyes;
(B) data, cipher, account _ number, any of set numbers of electron or figures which issuer having issued to the person entitled to use by any of documents or materials not to be issued, but there is the way to use in the same manner as (A); or
(C) Anything else to be used in corroboration of the electronic data for showing the relationship between person and electronic data by the object for specifying the owned person.”

มาตรา 1 ในประมวลกฎหมายนี้
(1) "โดยทุจริต" หมายความว่าเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ โดยที่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น
(2) "ทางสาธารณ" หมายความว่าทางบกหรือทางน้ำสำหรับ ประชาชนใช้ในการจราจร และให้หมายความรวมถึงทางรถไฟและทาง รถรางที่มีรถเดิน สำหรับประชาชนโดยสารด้วย
(3) "สาธารณสถาน" หมายความว่า สถานที่ใด ๆ ซึ่งประชาชนมีความชอบธรรมที่จะเข้าไปได้
(4) "เคหสถาน" หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือ หรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และให้หมายความรวมถึงบริเวณของที่ ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ได้
(5) "อาวุธ" หมายความรวมถึงสิ่งซึ่งไม่เป็นอาวุธโดยสภาพแต่ซึ่งได้ ใช้หรือเจตนาจะใช้ประทุษร้ายร่างกายถึงอันตรายสาหัสอย่างอาวุธ
(6) "ใช้กำลังประทุษร้าย" หมายความว่า ทำการประทุษร้ายแก่กาย หรือจิตใจของบุคคล ไม่ว่าจะทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด และให้ หมายความรวมถึงการกระทำใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดอยู่ใน ภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ไม่ว่าจะโดยใช้ยาทำให้มึนเมา การสกดจิตหรือ วิธีอื่นใดอันคล้ายคลึงกัน
(7) "เอกสาร" หมายความว่า กระดาษหรือวัตถุอื่นใดซึ่งได้ทำให้ ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข ผัง หรือแผนแบบอย่างอื่นจะเป็นโดย วิธีพิมพ์ ถ่ายภาพหรือวิธีอื่นอันเป็นหลักฐานแห่งความหมายนั้น
( 8 ) "เอกสารราชการ" หมายความว่า เอกสารซึ่งเจ้าพนักงานได้ทำ ขึ้นหรือรับรองในหน้าที่ และให้หมายความรวมถึงสำเนาเอกสารนั้น ๆ ที่เจ้า พนักงานได้รับรองในหน้าที่ด้วย
(9) "เอกสารสิทธิ" หมายความว่า เอกสารที่เป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวนหรือระงับซึ่งสิทธิ
(10) "ลายมือชื่อ" หมายความรวมถึงลายพิมพ์นิ้วมือและเครื่องหมาย ซึ่งบุคคลลงไว้แทนลายมือชื่อของตน
(11) "กลางคืน" หมายความว่า เวลาระหว่างพระอาทิตย์ตก และ อาทิตย์ขึ้น
(12) "คุมขัง" หมายความว่า คุมตัว ควบคุม ขัง กักขังหรือจำคุก
(13) "ค่าไถ่" หมายความว่า ทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่เรียกเอา หรือให้เพื่อแลกเปลี่ยนเสรีภาพของผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยว หรือผู้ถูกกักขัง
(14) "บัตรอิเล็กทรอนิกส์" หมายความว่า
(ก) เอกสารหรือวัตถุอื่นใดไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใดที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ ซึ่งจะระบุชื่อหรือไม่ก็ตาม โดยบันทึกข้อมูลหรือรหัสไว้ด้วยการประยุกต์ใช้วิธีการทางอิเล็กตรอน ไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือวิธีอื่นใดในลักษณะคล้ายกัน ซึ่งรวมถึงการประยุกต์ใช้วิธีการทางแสงหรือวิธีการทางแม่เหล็กให้ปรากฏความหมายด้วยตัวอักษร ตัวเลข รหัส หมายเลขบัตร หรือสัญลักษณ์อื่นใดทั้งที่สามารถมองเห็นและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
(ข) ข้อมูล รหัส หมายเลขบัญชี หมายเลขชุดทางอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องมือทางตัวเลขใดๆ ที่ผู้ออกได้ออกให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ โดยมิได้มีการออกเอกสารหรือวัตถุอื่นใดให้ แต่มีวิธีการใช้ในทำนองเดียวกับ (ก) หรือ
(ค) สิ่งอื่นใดที่ใช้ประกอบกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์เพื่อแสดงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อระบุตัวบุคคลผู้เป็นเจ้าของ
(15) "หนังสือเดินทาง" หมายความว่า เอกสารสำคัญประจำตัวไม่ว่าจะมีรูปลักษณะใด ที่รัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศออกให้แก่บุคคลใด เพื่อใช้แสดงตน ในการเดินทางระหว่างประเทศ และให้หมายความรวมถึงเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางและ แบบหนังสือเดินทางที่ยังไม่ได้กรอกข้อความเกี่ยวกับผู้ถือหนังสือเดินทางด้วย"

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

*** รวมคำชี้ขาดความเห็นแย้งคดี" ลักทรัพย์" *** ชุดที่ ๑


คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1056
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ ผู้ต้องหาได้ลักกระเป๋าสตางค์ของผู้กล่าวหาซึ่งภายในมีเงินสดจำนวน 80,000 บาท บัตรประจำตัวประชาชน, ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์และใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ไปโดยทุจริต ตามทางคดีมีประจักษ์พยานเห็นผู้ต้องหาขณะลักทรัพย์และเมื่อผู้กล่าวหาขอตรวจค้นตัวผู้ต้องหา จึงพบกระเป๋าของผู้กล่าวหาในตัวผู้ต้องหาเหตุเกิด เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 เวลากลางคืนที่แขวงยานนาวา เขตสาทรกรุงเทพมหานครพนักงานสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ตามข้อหาพนักงานอัยการ สั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ในความผิด ฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เสนอความเห็นแย้งในการที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยเห็นว่าการกระทำของผู้ต้องหานอกจากจะเป็นความผิด ฐานลักทรัพย์แล้ว ยังเป็นการเอาไปเสียซึ่งเอกสารคือบัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188 อีกด้วยอัยการสูงสุด พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามพฤติการณ์ผู้ต้องหาเจตนาประสงค์ที่จะลักเอากระเป๋าพร้อมเงินสดของผู้เสียหายซึ่งมีเอกสารอยู่ในกระเป๋าดังกล่าวไปในคราวเดียว มิได้มีเจตนาที่จะเอาไปเสียซึ่งเอกสารดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง จึงชี้ขาดไม่ฟ้องผู้ต้องหาฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 188
ข้อสังเกต
ในเรื่องนี้ แม้ผู้ต้องหาจะคาดหมายได้ว่าในกระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายนั้น ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นใด อันเป็นเอกสารสำคัญของผู้เสียหายอยู่ด้วย แต่เมื่อตามทางการสอบสวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดอันจะบ่งชี้ได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนาเอาไปเสียซึ่งเอกสารดังกล่าวอีกส่วนหนึ่ง พฤติการณ์แห่งคดีจึงน่าเชื่อว่าผู้ต้องหามีเจตนาลักระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อเงินสดเท่านั้น
คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1057
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ผู้ต้องหาเป็นลูกจ้างประจำ ตำแหน่งลูกมือช่าง (ช่างประปา)วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครและวชิรพยาบาล ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมการปฎิบัติงานนอกเวลาราชการ เเละรายงานหัวหน้าฝ่ายเพื่อทราบการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเเล้วจึงส่งเรื่องให้ฝ่ายงบประมาณการเงินและบัญชีเบิกจ่ายเงิน ผู้ต้องหาได้ทำการเบิกค่าตอบเเทนการปฎิบัติงานนอกเวลาราชการปกติในการควบคุมดูแลระบบต่างๆ ของ ตึกศัลยกรรม 6 ชั้นวิทยาลัยแพทย์ศาสตร์กรุงเทพมหานครแเละวชิรพยาบาลเป็นเท็จ โดยจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายในวันที่ ผู้ต้องหา ลาป่วย เเละลาพักผ่อน ในระหว่างเดือนสิงหาคม 2541 - กันยายน 2543 โดยมิได้อยู่ปฏิบัติราชการจริงคิดเป็นเงินที่เบิกไปโดยมิชอบ จำนวน 5, 100 บาท และนำวัสดุอุปกรณ์งานช่างเช่น หลอดไฟ สายไฟเดินภายใน ไม้อัด กาวติดไม้อัด ฯลฯ ของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นเหตุให้กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 7,860 บาท รวมทั้ง
ได้ทำการขนถ่ายนำมันดีเซลจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของตึกศัลยกรรม 6 ชั้น บรรจุใส่ถังแกลลอนขนาด 20 ลิตร จำนวนหลายครั้ง โดยคิดค่าเสียหายเป็นเงินประมาณ2,532.80 บาท เเละยังมีบางส่วนที่ไม่สามารถตรวจสอบความเสียหายได้ เหตุเกิด -ระหว่างวันที่ 4 สิงหาคม 2541 กึงวันที่ 26 มีนาคม 2544 เวลากลางวันเเละกลางคืนต่อเนื่องกัน ที่แขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานครฯ พนักงานสอบสวน -เห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ทุกข้อหา พนักงานอัยการ -สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ทุกข้อหา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ -พิจารณาเเล้วเห็นว่า กรณีความผิดข้อหาปลอมเอกสาร เเละใช้หรืออ้างเอกสารปลอมนั้น ข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวนฟังได้ว่า ผู้ต้องหาได้รับมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ แต่ได้กรอกข้อความลงในแบบฟอร์มการขอเบิกค่าตอบเเทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการเป็นเท็จ โดยทำการเบิกค่าตอบเเทนในวันที่ผู้ต้องหาลาป่วย เเละ ลาพักผ่อนด้วย ดังนั้นเมื่อผู้ต้องหามีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการจึงมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำเอกสารหลักฐานการจ่ายเงินค่าตอบเเทนนอกเวลาราชการแม้ผู้ต้องหาทำหลักฐานการเบิกจ่ายเงินไม่ตรงกับ ความเป็นจริง เเต่เอกสารดังกล่าวก็ไม่ใช่เอกสารปลอมเพราะเป็นการจัดทำเอกสารภายในอำนาจหน้าที่ การกระทำของผู้ต้องหาจึงไม่เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารและใช้หรืออ้างเอกสารปลอม ดังนั้นตามที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาข้อหานี้จึงชอบแล้วส่วนกรณีสั่งไม่ฟ้อง ผู้ต้องหา ข้อหาลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง นั้น ยังไม่เห็นพ้องกับคำสั่งดังกล่าว เพราะมีข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า ผู้ต้องหา เป็นลูกจ้างประจำทำหน้าที่เป็นหัวหน้าช่างควบคุมช่างประปา ฝ่ายซ่อมบำรุงและกำจัดของเสีย ของกรุงเทพมหานคร ได้เบิกอุปกรณ์ไฟฟ้าประปา เเละน้ำมันดีเซล ไปเก็บรักษาไว้ที่หน่วยงานของตน เพื่อนำไปใช้ในการปฎิบัติงาน แต่ได้เอาทรัพย์สินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตน การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ไม่ใช่ยักยอกทรัพย์ เนื่องจากการที่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นลูกจ้างได้เบิกทรัพย์สินต่าง ๆ มาเก็บรักษาไว้เพื่อใช้ในการปฏิบัติงานให้กับนายจ้างนั้น เป็นเพียงการยึดถือทรัพย์สินไว้แทนนายจ้างเท่านั้น ส่วนการครอบครองยังอยู่ที่นายจ้างเเละกรณีที่ผู้ต้องหายึดถือไว้ก็เพื่อใช้สอยอยู่ในการทำงานให้นายจ้าง เมื่อผู้ต้องหาเอาทรัพย์ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ย่อมเป็นการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง อัยการสูงสุด -พิจารณาเเล้วชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหา ฐานลักทรัพย์ที่เป็นของนายจ้าง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (11) พระราชบัญญัติเเก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา
คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1193
ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อประมาณกลางปี 2543 ผู้เสียหายได้ถอดกระปุกเกียร์รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นเคบี 2000 จำนวน 1 อัน ราคาประมาณ 3, 0001 - บาท ออกจากรถยนต์ส่วนตัวแล้วนำไปเก็บรักษาไว้หลังบ้านพักที่เกิดเหตุ ต่อมาตามวันเวลาเกิดเหตุ ขณะที่ผู้เสียหายกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บริเวณหน้าบ้านดังกล่าว เห็นผู้ต้องหาซึ่งเป็นญาติและพักอาศัยอยู่ด้วยกัน เดินหิ้วถุงปุ๋ยซึ่งมีลักษณะเหมือนมีวัตถุขนาดเท่ากระปุกเกียร์รถยนต์บรรจุอยู่ภายในแล้วเดินออกจากบ้านไป มีลักษณะท่าทางเป็นพิรุธ แต่ผู้เสียหายไม่ติดใจสงสัย เพราะคิดว่าผู้ต้องหาคงจะไม่นำสิ่งของมีค่าที่อยู่ภายในบริเวณบ้านไปขาย หลังจากผู้เสียหายรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ได้เดินออกไปดูกระปุกเกียร์รถยนต์ แต่ปรากฏว่าได้หายไป และมีร่องรอยการเคลื่อนย้ายออกไปใหม่ ๆ เชื่อว่าผู้ต้องหาจะต้องเป็นผู้มาลักเอาทรัพย์ของตนไป หลังจากผู้ต้องหากลับเข้ามาในบ้าน ผู้เสียหายสอบถามว่าได้เอากระปุกเกียร์รถยนต์ไปหรือไม่ ผู้ต้องหายอมรับว่าได้ลักเอากระปุกเกียร์รถยนต์ของผู้เสียหายขายให้ผู้มารับซื้อของเก่าแล้วและรับปากว่าจะติดตามเอามาคืนให้ในภายหลัง แต่ไม่สามารถติดตามนำกลับมาคืนให้ได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหายผู้เสียหายจึงมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เหตุเกิด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2544 เวลากลางวัน แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวน มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหา ในความผิดฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334พนักงานอัยการ สั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาตามข้อกล่าวหาผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เสนอความเห็นแย้งคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาของพนักงานอัยการ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ คดีนี้ผู้เสียหายให้การยืนยันว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ เห็นผู้ต้องหาหิ้วถุงปุ๋ยภายในบรรจุสิ่งของคล้ายกระปุกเกียร์รถยนต์แล้วเดินออกจากบ้านไป มีลักษณะท่าทางเป็นพิรุธ หลังเกิดเหตุได้ไปตรวจสอบกระปุกเกียร์รถยนต์ของตนที่ถอดเก็บไว้บริเวณหลังบ้านที่เกิดเหตุ ปรากฏว่าได้หายไปและมีร่องรอยการเคลื่อนย้ายออกไปใหม่ ๆ จึงเชื่อว่าผู้ต้องหาจะต้องเป็นผู้มาลักเอาทรัพย์ของตนไป สอบถามผู้ต้องหาแล้วให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้มาเอากระปุกเกียร์รถยนต์ดังกล่าวไปขายให้คนรับซื้อของเก่าจริง แม้ต่อมาผู้ต้องหาจะให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน แต่พฤติการณ์และพยานหลัก ฐานในคดีน่าเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต กระทำของผู้ต้องหาจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 คดีมีพยานหลักฐานพอฟ้องผู้ต้องหาในความผิดดังกล่าวอัยการสูงสุด ได้พิจารณาแล้ว มีคำสั่งชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334
ข้อสังเกต ความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(8)
ต้องเป็นการเอาทรัพย์ไปจากเคหสถานโดยผู้กระทำไม่มีสิทธิ เข้าไปในเคหสถานนั้นได้ และถ้า
ผู้กระทำบุกรุกเข้าไปในเคหสถานนั้นด้วยก็จะเป็นความผิดฐานบุกรุกตามมาตรา 364 อีกบทหนึ่งด้วย
คดีนี้ผู้ต้องหาพักอาศัยอยู่ร่วมกันกับผู้เสียหายในบ้านที่เกิดเหตุ แล้วลักเอากระปุกเกียร์รถยนต์ของ
ผู้เสียหายไปจากบริเวณบ้านพักดังกล่าว ซึ่งเป็นเคหสถาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (4)
ก็ไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถาน คงมีความผิดเพียงฐานลักทรัพย์ ตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 334 เท่านั้น

คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่ 15/1246
ข้อเท็จจริงได้ความว่า ก่อนเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 2 ได้เสนอขายโทรศัพท์ให้พยานในราคาถูกกว่าท้องตลาด ซึ่งผู้กล่าวหาสนใจจะซื้อด้วยจึงมีการนัดหมายกันกับผู้ต้องหาที่ 2 เพื่อรับโทรศัพท์เเละชำระราคา ในวันเกิดเหตุ ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นผู้กำหนดที่นัดหมายโดยติดต่อกันทางโทรศัพท์ ซึ่งผู้กล่าวหาเเละพยานได้นำเงินสตติดตัวมา 150, 000 บาทเพื่อชำระค่าโทรศัพท์80 เครื่อง เมื่อถึงที่นัดหมาย ผู้ต้องหาที่ 2 บอกทางโทรศัพท์ให้ผู้กล่าวหากับพยานเก็บเงินสดไว้ที่รถและเดินไปตามทางรถไฟเพื่อไปพบผู้ต้องหาที่ 2 ที่บ้านหลังหนึ่ง เมื่อเดินไปได้ประมาณ 10-12 เมตรผู้กล่าวหาไม่เเน่ใจในจุดนัดหมายจึงให้พยานโทรคุยกับผู้ต้องหาที่ 2 อีกครั้งผู้ต้องหาที่ 2 บอกว่าตอนนี้อยู่ที่ห้าง จ. ให้เดินไปหาที่ห้างดังกล่าวก็ได้ เมื่อดูของเสร็จแล้วค่อยกลับมารับเงินตรงที่จอดรถไว้ ผู้กล่าวหาเเละพยานเกิดความสงสัยว่าน่าจะมีพิรุธจึงเดินกลับมาที่รถพบผู้ต้องหาที่ 1กำลังงัดรถยนต์ของผู้กล่าวหาอยู่ ผู้ต้องหาที่ 1 เห็นผู้กล่าวหาเเละพยาน จึงวิ่งขึ้นรถยนต์ ซึ่งจอดอยู่หน้ารถของผู้กล่าวหาหันหน้าเข้าหารถของผู้กล่าวหาเเล้วขับรถหนีไป ผู้กล่าวหากับพยานขับรถตามประกบผู้ต้องหาที่ 1 เเละเรียกให้ผู้ต้องหาที่ 1 ลงมาจากรถ จากคำให้การของผู้กล่าวหายืนยันว่าผู้ต้องหาที่ 1 ได้ยอมลงจากรถเเละยอมรับกับผู้กล่าวหาว่า งัดรถของผู้กล่าวหาจริง เหตุเกิด เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2545 เวลากลางวัน ที่แขวง/เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานครความเห็น - พนักงานสอบสวน - มีความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 เเละ 2 ตามข้อหา พนักงานอัยการ - มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา พยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ เเละสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ข้อหา ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 ไม่ทราบว่าเป็นใคร ยังไม่ปรากฏตัวผู้กระทำผิด พนักงานอัยการจึงไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ต้องหาที่ 2 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ - พิจารณาเเล้วเห็นว่า ตามที่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ในข้อหา ร่วมกันพยายามลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกเเก่การกระทำผิดหรือพาทรัพย์นั้น หรือเพื่อให้พ้นการจับกุม นั้น ยังไม่เห็นพ้องกับคำสั่งดังกล่าว เพราะคดีมีบิดาของผู้ต้องหาที่ 1เป็นพยานให้การว่า รถยนต์คันที่ผู้ต้องหาที่ 1 ขับเป็นของตน ซึ่งผู้ต้องหาที่ 1 สามารถนำไปใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องบอกกล่าว และจากคำให้การของผู้กล่าวหาก็ให้การว่า ผู้ต้องหาที่ 1 วิ่งขึ้นรถยนต์คันดังกล่าวที่จอดอยู่หน้ารถของผู้กล่าวหาโดยหันหน้าเข้าหารถของผู้กล่าวหาเเล้วขับหนีไปจากข้อเท็จจริงดังกล่าวเเสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องหาที่ 1 มีเจตนาในการขับรถคันดังกล่าวมาที่รถของผู้กล่าวหาเพื่อความสะดวกในการลักทรัพย์ของผู้กล่าวหา เเต่ยังลักทรัพย์ไม่สำเร็จผู้กล่าวหามาพบเสียก่อน จึงได้ใช้รถคันดังกล่าวหลบหนีเพื่อให้พ้นจากการจับกุม พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ต้องหาที่ 1 ใช้รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดและเพื่อให้พ้นการจับกุมอัยการสูงสุด - พิจารณาแล้ว ชี้ขาดให้ฟ้องผู้ต้องหาที่ 1 ฐาน พยายามลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไปเพื่อให้พ้นการจับกุม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (3), 336 ทวิ,80 พระราชบัญญัติเเก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2525 มาตรา 11ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 11 ลงวันที่ 21 พฤศจิกายน 2514 ข้อ 13

วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

*** การยอมความ *** เน้นทุกตัว


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7445/2555
การที่จำเลยซึ่งเป็นพนักงาน รับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าของโจทก์ร่วมที่จังหวัดต่างๆ แล้วไม่โอนเงินค่าสินไหมให้แก่โจทก์ร่วมกับไม่มาชำระบัญชีกับโจทก์ร่วม ความผิดฐานยักยอกจึงอาจเกิด อ้างหรือเชื่อว่าได้เกิดขึ้นตั้งแต่จำเลยรับเงินจากลูกค้าของโจทก์ร่วมแต่ละจังหวัดจนถึงสำนักงานของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นสถานที่ที่จำเลยต้องมาชำระบัญชีกับโจทก์ร่วม กรณีเป็นเรื่องที่จำเลยกระทำความผิดต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป และเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 19 (3) และ (4) พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
หนังสือรับสารภาพเป็นเพียงเอกสารที่จำเลยรับว่าไม่ได้นำเงินจำนวน3,276,808 บาท ส่งคืนโจทก์ร่วม ยอมรับว่าได้กระทำผิดจริง และยอมชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวคืนให้โจทก์ร่วม โดยยินยอมให้ยึดถือที่ดินและรถยนต์ไว้ก่อน ไม่มีข้อความตอนใดเลยที่แสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงไม่ติดใจเอาความในทางอาญาแก่จำเลยจึงไม่เป็นการยอมความทางอาญาโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4593/2553
จำเลยกระทำอนาจารจับหน้าอกผู้เสียหายในร้านอาหารซึ่งมีลูกค้านั่งรับประทานอาหารอยู่ที่โต๊ะอื่นด้วย และมี น. พนักงานร้านอาหารนั้นเห็นจำเลยจับหน้าอกผู้เสียหายขณะ น. เสิร์ฟอาหารอยู่โต๊ะอื่น จึงเป็นการกระทำต่อหน้าธารกำนัล และมิใช่ความผิดฐานกระทำอนาจารที่จะยอมความได้ ตาม ป.อ. มาตรา 281 ประกอบมาตรา 278 แม้ผู้เสียหายแถลงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลยแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็ยังไม่ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7011/2551
จำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยจะหาหลักประกันมาให้โจทก์ร่วมด้วย ตกลงกันว่าหากจำเลยหาหลักประกันมาให้ได้โจทก์ร่วมจะไม่ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลย เมื่อจำเลยนำที่ดินมาจำนองแก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นประกันหนี้แล้ว เท่ากับจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลง จึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมและจำเลยได้ยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องเกี่ยวกับความผิดฐานยักยอกทรัพย์ที่จำเลยได้กระทำขึ้นย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ร่วมที่ขอให้จำเลยคืนเงินที่ยักยอกไป
ย่อมตกไปด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5868/2555
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265, 341 ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 265 เป็นบทหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้อง ตราบใดที่ยังไม่มีคำพิพากษาศาลสูงเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถือว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัว ระหว่างพิจารณาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดียังไม่ถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องอ้างว่า จำเลยได้บรรเทาผลร้ายให้แก่โจทก์แล้ว คณะกรรมการโจทก์มีมติให้ถอนฟ้องจำเลยและไม่ติดใจว่ากล่าวคดีนี้อีก จำเลยไม่คัดค้านและท้ายคำร้องลงลายมือชื่อจำเลยไว้ด้วย คำร้องขอถอนฟ้องโจทก์เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

*** ฎีกาที่น่าสนใจ ม.39 (2-3) ป.วิ อาญา มีดังนี้


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 368/2553
คดีนี้เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ร่วมว่า โจทก์ร่วมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสาม โดยโจทก์และจำเลยทั้งสามไม่คัดค้าน แสดงว่าโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายประสงค์ที่จะถอนคำร้องทุกข์นั่นเอง แต่โจทก์ร่วมใช้ข้อความผิดไปเป็นถอนฟ้องเนื่องจากคดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ส่วนผู้เสียหายเป็นเพียงโจทก์ร่วมเช่นนี้ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1852/2555
การถอนคำร้องทุกข์เป็นสิทธิของผู้เสียหาย เมื่อได้ถอนคำร้องทุกข์แล้ว สิทธิที่ผู้เสียหายเองก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ที่จะนำความผิดอันยอมความได้มาฟ้องผู้กระทำผิดย่อมเป็นอันระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ซึ่งการขอถอนคำร้องทุกข์ ผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมย่อมถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือต่อพนักงานอัยการหรือต่อศาลก็ได้ แม้ขณะคดีจะอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล ก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดกำหนดให้ผู้เสียหายต้องถอนคำร้องทุกข์ต่อศาลเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายที่ 1 และโจทก์ร่วมขอถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยชอบแล้วขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาล สิทธินำคดีในความผิดอันยอมความได้มาฟ้องจำเลยย่อมเป็นอันระงับไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2536/2554
ท. กับพวกเป็นการพรากผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจาก ค. มารดาผู้เสียหายแล้ว ท. นำผู้เสียหายไปให้ ว.ดูตัว ว. ดูตัวผู้เสียหายแล้วพอใจจึงมอบเงินให้ ท. รับไปและรับตัวผู้เสียหายไว้ การกระทำของ ว. มีลักษณะเป็นการซื้อ หรือรับตัวผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กที่ถูกพรากจาก ท. มาเท่านั้นจำเลยร่วมกับ ท. ควบคุมดูแลผู้เสียหายมิให้หลบหนีและบังคับให้แต่งตัวโป๊เดินโชว์ตามร้านอาหารให้ลูกค้าลูบคลำเนื้อตัวร่างกาย การกระทำของจำเลยเป็นเพียงตัวการร่วมกันกับ ท. ที่ซื้อหรือรับตัวเด็กที่ถูกพรากอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสอง ซึ่งโจทก์มิได้ประสงค์ให้ลงโทษ มิใช่เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำกับ ท.อันมีลักษณะเป็นตัวการร่วมกันในความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดา มารดา หรือผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318วรรคสามความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 276 (เดิม) และที่แก้ไขใหม่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกายังคงเป็นความผิดอันยอมความได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา281 และคดียังไม่ถึงที่สุด เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองสำหรับความผิดฐานดังกล่าวจึงสิ้นผลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2), 126 ศาลฎีกามีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2555
สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมีใจความว่าจำเลยยอมรับว่าเป็นหนี้ผู้เสียหาย ผู้เสียหายและจำเลยตกลงชำระหนี้กันเป็นงวดๆโดยผู้เสียหายไม่คิดดอกเบี้ย เมื่อจำเลยชำระหนี้ทั้งหมดแล้ว ผู้เสียหายตกลงว่าจะถอนคำร้องทุกข์ให้ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ ผู้เสียหายขอดำเนินการสืบพยานทันที เห็นได้ว่าเป็นข้อตกลงในการผ่อนชำระหนี้ที่จำเลยฉ้อโกงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2 เท่านั้น โดยจำเลยจะต้องผ่อนชำระหนี้ที่ฉ้อโกงโจทก์ร่วมและผู้เสียหายที่ 2จนครบก่อนโจทก์ร่วมจึงจะถอนคำร้องทุกข์อันเป็นเงื่อนไขที่โจทก์ร่วมจะปฏิบัติในภายหน้าและตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่าโจทก์ร่วมตกลงระงับข้อพิพาทหรือสละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทันที จึงไม่มีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ยังไม่ระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6844/2554
จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยมีคำร้องของผู้เสียหายแนบท้ายมีความว่า จำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้ผู้เสียหายเป็นที่พอใจแล้ว จึงไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย โจทก์รับสำเนาแล้วมิได้ยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านว่าคำร้องของผู้เสียหายไม่เป็นความจริงหรือไม่ถูกต้องประการใด เมื่อคำร้องดังกล่าวมีข้อความสรุปได้ว่า ผู้เสียหายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป จึงมีลักษณะเช่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์
แม้การกระทำของจำเลยตามฟ้องจะเป็นความผิดฐานพยายามข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงซึ่งยอมความไม่ได้ แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก, 80, 83 โจทก์ไม่อุทธรณ์ ข้อหาที่ว่าจำเลยกระทำในลักษณะเป็นการโทรมหญิงจึงยุติไป ในชั้นนี้หากฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก็ลงโทษจำเลยได้ตาม ป.อ. มาตรา 276 วรรคแรก เท่านั้น ซึ่งความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอันยอมความได้ตามมาตรา 281 เมื่อผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์แล้ว ย่อมมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองยอมระงับไปในตัว ไม่มีผลบังคับอีกต่อไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7640/2551
ในคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัว เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายยื่นคำร้องถอนคำร้องทุกข์ภายในกำหนดระยะเวลาฎีกา โดยที่ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ย่อมเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อสำนวนคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาสั่งคำร้องดังกล่าวได้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นสั่ง
ความผิดตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดข้อหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้อง ส่วนความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นคดีอาญาความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายจะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้เมื่อโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13412/2553
ความผิดฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ เมื่อโจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการที่โจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งในความผิดฐานฉ้อโกงที่โจทก์ได้ขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือให้เงินแก่โจทก์ร่วมตกไปด้วย ประกอบกับ ป.วิ.อ. มาตรา 43 และ พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2528 มิได้บัญญัติให้อำนาจพนักงานอัยการโจทก์มีสิทธิยื่นคำขอให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คืนหรือใช้เงินในความผิดฐานร่วมกันหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานในต่างประเทศได้ จึงต้องยกคำขอในส่วนแพ่งของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 เสียด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5126/2549
ตามหลักฐานบันทึกการรับเงินที่จำเลยได้ชดใช้ให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่ปรากฏว่าในส่วนของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 มีการลงชื่อโดยภริยาของผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 แม้จะเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ก็ไม่ใช่บุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 4, 5 และ 6 จึงไม่มีอำนาจยอมความแทนผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 3 (5) บันทึกดังกล่าวไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในความผิดฐานฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 1 และที่ 2 ระงับไป คงมีผลเพียงให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเฉพาะแต่ความผิดข้อหาฉ้อโกงที่จำเลยกระทำต่อผู้เสียหายที่ 3 และที่ 4 เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะฟังได้ว่าจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายทั้งสี่แล้วก็ไม่ทำให้ความผิดฐานหลอกลวงผู้อื่นตาม พ.ร.บ.จัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯ มาตรา 91 ตรี ระงับตามไปด้วยแต่อย่างใด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2552
ความผิดฐานกรรโชกและฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ที่ผู้เสียหายทั้งสองขอถอนคำร้องทุกข์ ไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ โดยเฉพาะความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงานโดยตนเองมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น เป็นความผิดซึ่งรัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย สิทธิฟ้องคดีของพนักงานอัยการโจทก์จึงไม่ระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)
ความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน รวมทั้งในท้องที่สถานีตำรวจนครบาลประเวศและสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคหนึ่ง (4) จำเลยถูกจับที่เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวนกรณีจับผู้ต้องหาได้แล้วเช่นนี้ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าคือพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลหัวหมาก ซึ่งเป็นท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ก) การที่ น. พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประเวศได้ทำการสอบสวนคดีนี้หลังจากจับจำเลยได้แล้ว น. คงเป็นพนักงานสอบสวนผู้มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น แต่ น. มิได้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ทั้งมิใช่กรณีที่จับผู้ต้องหายังไม่ได้อันจะถือว่าพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง (ข) ได้ เมื่อ น. มิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 แม้จะดำเนินการสอบสวนต่อไปจนเสร็จ ก็ถือไม่ได้ว่าได้มีการสอบสวนในความผิดนั้นก่อนโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

**** การถอนคำร้องทุกข์ในความผิดต่อส่วนตัว*** มาตรา 39 (2-3) รวมกันไปเลย ฎีกาที่สำคัญผมลงไว้ให้ทีเดียว



- ในความผิดที่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ซึ่งมีทั้งความผิดอันยอมความได้และที่มีใช่ความผิดอันยอมความได้ เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ ก็มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะความผิดอันยอมความได้เท่านั้น พนักงานอัยการคงมีอำนาจดำเนินคดีในความผิดที่มิใช่ความผิดอันยอมความได้ต่อไป(ฎ.๑๑๒๗/๔๔)
- ** คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ผู้เสียหายจะถอนฟ้องไม่ได้ ถ้าผู้เสียหายถอนฟ้องศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการขอถอนคำร้องทุกข์ (ฎ.๑๒๔๑/๒๖) นอกจากนี้การที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องหรือเบิกความว่า ไม่ติดใจเอาความกับจำเลย พอแปลได้ว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว (ฎ.๘๔๖๓/๔๔) บางครั้งข้อเท็จจริงอย่างเดียวกันนี้ศาลฎีกาถือว่าเป็นการยอมความ(ฎ.๑๐๖๑/๔๕)
- การถอนคำร้องทุกข์ที่จะมีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป ต้องมีลักษณะเป็นการเด็ดขาดเพื่อไม่เอาผิดกับจำเลยอีกต่อไป ดังนี้การถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากผู้เสียหายได้นำคดีมาฟ้องเสียเอง ไม่ใช่ถอนเพื่อไม่เอาผิดกับผู้กระทำผิด ไม่ทำให้คดีระงับ(ฎ.๙๙๔/๔๓)
- เมื่อถอนคำร้องทุกข์แล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับทันที การที่ผู้ต้องหาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อตกลงไม่ทำให้กลับมีสิทธิฟ้องคดีขึ้นอีก(ฎ.๔๘๔/๐๓)
- ** สิทธิในการถอนคำร้องทุกข์ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์(เช่นความผิดฐานยักยอก ทำให้เสียทรัพย์) ตกทอดแก่ทายาทได้ เมื่อผู้เสียหายตาย ทายาทของผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ได้(ฎ.๒๐๖/๘๘,๑๑/๑๘)
-*** เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้ว คำขอในส่วนแพ่งย่อมตกไปด้วย อัยการโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหายตามมาตรา ๔๓ ได้อีกต่อไป(ฎ๓๔๙๑/๓๔) 
- ผู้เสียหายตกลงกับจำเลยว่าจะไปขอถอนคำร้องทุกข์ แม้จะยังไม่มีการถอนคำร้องทุกข์ก็ตาม ก็มีผลเป็นการยอมความแล้ว (ฎ๑๙๗๗/๒๓) ดังนี้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปแล้วจึงไม่อาจยื่นคำร้องขอถอนคำร้องถอนคำร้องทุกข์ในภายหลังอีกได้(ฎ.๑๖๘๑/๔๕) แต่ถ้าตกลงจะถอนคำร้องทุกข์โดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะต้องชำระหนี้ให้ผู้เสียหายก่อน เมื่อจำเลยยังไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ ถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความแล้ว (ฎ.๓๐๑๙/๔๒)
- การที่ผู้เสียหายบอกกับตำรวจว่าไม่ติดใจเอาเรื่อง ไม่ถือว่าเป็นการถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความ(ฎ.๖๐๔๕/๓๑) หรือการที่ผู้เสียหายมีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่เอาโทษจำเลย ไม่เป็นการถอนคำร้องทุกข์ทั้งไม่ถือเป็นการยอมความด้วย(ฎ.๘๒/๐๖) แต่มี ฎ.๔๕๔๘/๓๙ วินิจฉัยว่าเป็นการยอมความแล้ว 
- การถอนคำร้องทุกข์ ผู้เสียหายจะขอถอนต่อพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ หรือศาลก็ได้ แม้คดีจะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลก็ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการก็ได้(ฎ.๑๕๐๕/๔๒)และการที่พนักงานอัยการได้รับคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ของผู้เสียหายแล้ว ถือเป็นการถอนคำร้องทุกข์โดยชอบแล้ว ศาลไม่ต้องสอบถามผู้เสียหายอีก(ฎ.๑๕๐๕/๔๒)
- คดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล หากมีคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ ศาลต้องพิจารณาคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป มิฉะนั้นเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาไม่ชอบ ต้องดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ (ฎ.๑๓๓๒/๓๐) บางกรณีศาลฎีกาก็ถือว่าศาลล่างอนุญาตให้ถอนคำร้องทุกข์โดยปริยายแล้ว ไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการใหม่ แต่สั่งจำหน่ายคดีไปได้เลย(ฎ.๔๒๑/๔๖)
- ตามมาตรา 35 วรรคสอง บัญญัติ เฉพาะกรณีการถอนฟ้อง และการยอมความในคดีความผิดต่อส่วนตัวว่าสามารถกระทำได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ไม่ได้บัญญัติถึงกรณีการถอนคำร้องทุกข์ไว้ด้วยว่าสามารถกระทำได้จนถึงเวลาใด คงมีแต่บทบัญญัติมาตรา 126 บัญญัติว่า จะถอนคำร้องทุกข์เสียเมื่อใดก็ได้ และศาลฎีกาตีความว่าถอนคำร้องทุกข์ได้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ตามมาตรา 35 วรรคท้าย (ฎ.1/28, 5689/45, 1374/09) 
- เมื่อถอนคำร้องทุกข์แล้ว ศาลต้องมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี จะพิพากษายกฟ้องไม่ได้ (ฎ. 2689/27, 6097/34)
- ในกรณีที่สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา คำพิพากษาของศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์แล้วแต่กรณี ก็ระงับไปในตัวไม่มีผลบังคับอีกต่อไป (ฎ. 537/42)

ยอมความทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับ (มาตรา 39(2)) 
- “ การยอมความต้องเป็นการตกลงระหว่างผู้เสียหายและจำเลย” ไม่จำต้องทำเป็นหนังสือเพราะไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความตาม ป.พ.พ.มาตรา 851,852 (ฏ. 353/32, 976/08) 
- ในกรณีความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท บางข้อหาเป็นความผิดต่อส่วนตัว และบางข้อหาเป็นความผิดต่อแผ่นดิน การยอมความหรือถอนคำร้องทุกข์ มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไปเฉพาะข้อหาความผิดอันยอมความได้เท่านั้น (ฎ. 1904/40)
- ถ้าความผิดที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท มีทั้งข้อหาความผิดต่อส่วนตัวและความผิดอาญาแผ่นดิน หากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษเฉพาะข้อหาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัวและยกฟ้องข้อหาความผิดอาญาต่อแผ่นดิน ในกรณีเช่นนี้ ถือว่าเป็นคดีความผิดต่อส่วนตัว ยอมความกันในชั้นพิจารณาของศาลสูงได้ เช่น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ.มาตรา 362, 365 ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามมาตรา 362 ซึ่งเป็นความผิดต่อส่วนตัวและยกฟ้องมาตรา 365 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน เช่นนี้ อาจยอมความในชั้นฎีกาได้ มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องระงับไป (ฎ. 2257/40) 
-ทำสัญญาว่าจะถอนฟ้องไม่ดำเนินคดีกับจำเลย แม้จะยังไม่ถอนฟ้อง หรือ แม้ศาลจะยังไม่สั่งคำร้อง ก็มีผลเป็นการยอมความแล้ว ศาลต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ (ฎ.2257/40, 1009/33 , 980/33, 1433/06 )
-ในคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ผู้เสียหายยื่นคำร้องว่ารับชำระหนี้จากจำเลยแล้วไม่ติดใจเอาความ เป็นการยอมความตามกฎหมายแล้ว และทำให้คำขอในส่วนแพ่งของโจทก์ที่ให้จำเลยคืนเงินแก่ผู้เสียหายตกไปด้วย (ฎ. 1061/45) 
- การพูดให้อภัยจำเลยโดยมีเงื่อนไขว่าจำเลยจะไม่ไปพูดให้เสียหาย ไม่เป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย (ฎ. 3038/31) เพราะผู้เสียหายไม่ได้พูดว่า จะไม่ดำเนินคดีแก่จำเลยตลอดไป
- ข้อตกลงที่ให้ถอนฟ้องนั้นมีเงื่อนไขให้จำเลยต้องชำระหนี้ก่อน ถ้าจำเลยยังไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไข ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการยอมความกัน (ฎ. 1724/39) เช่นเดียวกับตกลงว่าจะไปถอนคำร้องทุกข์ เ มื่อตกลงกันแล้ว แม้จะยังไม่ไปถอนคำรองทุกข์ ผลแห่งการตกลงดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการยอมความกันในตัวแล้ว (ฎ. 1977/23)
- ตกลงออกเช็คฉบับใหม่ให้แทนฉบับเดิมซึ่งธนาคารปฎิเสธการจ่ายเงิน โดยมีข้อตกลงว่าเมื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่แล้วจะถอนแจ้งความ และนำเช็คฉบับเดิมมาคืนให้ เป็นการตกลงสละสิทธิในเช็คพิพาทโดยมีเงื่อนไขว่าต้องเรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่ก่อน เมื่อเช็คฉบับใหม่ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ยังถือไม่ได้ว่ามีการยอมความกันในความผิดตามเช็คฉบับเดิม (ฎ. 5033/46)
-ในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ภายหลังยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์ทั้งที่ไม่เคยร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน ก็มีผลเป็นการยอมความแล้ว (ฎ. 3630/32)
- การยอมความกันโดยมีเงื่อนไขที่จำเลยจะต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดก่อน ถือว่าไม่เป็นการยอมความกันโดยเด็ดขาด สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจะระงับไปต่อเมื่อจำเลยได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขนั้นแล้ว (ฎ. 1500/36, 1605/38, 2016/00) 
- ยอมความโดยมีเงื่อนไขว่า หยุดบุกรุกก็ไม่เอาเรื่อง เห็นได้ชัดว่าจำเลยต้องหยุดบุกรุกผู้เสียหายจึงจะไม่เอาเรื่อง ดังนั้น หากต่อมาบุกรุกอีก ความผิดที่บุกรุกครั้งแรกก็ยังไม่ระงับ (ฎ. 2016/00 ป.) 
- ถ้าเป็นการยอมความที่ไม่มีเงื่อนไข ว่าจำเลยต้องปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดก่อน ถือว่าสิทธิในการดำเนินคดีอาญามาฟ้องระงับไปในทันที แม้ภายหลังจำเลยจะไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ตาม (ฎ. 67/24, 2825/39,)
- การยอมความกันตาม ป.วิ.อ.มาตรา 39(2) หมายถึงการยอมความกันทางอาญาเท่านั้น และต้องมีข้อความชัดแจ้งว่ามีการยอมความกันในทางอาญาด้วย ดังนี้ การตกลงประนีประนอมยอมความกันในทางแพ่ง (นอกศาล) โดยไม่ได้กล่าวถึงคดีอาญา คดีอาญาไม่ระงับ (ฎ.200/08)
- การตกลงประนีประนอมยอมความกันในทางแพ่ง(ในศาล) โดยไม่ได้ตกลงให้ความผิดอาญาระงับหรือสิทธิในการดำเนินคดีอาญาด้วย ไม่ถือว่า เป็นการยอมความกันในคดีอาญาด้วย (ฎ. 4751/47, 2267/43) 
-บางกรณีศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นเรื่องที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงยอมความกันในคดีอาญาด้วย เช่น กรณีที่ผู้เสียหายกับจำเลยตกลงเปลี่ยนแปลงมูลหนี้กันใหม่ (แปลงหนี้ใหม่) (ฎ. 1050/27) 
- สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 7 บัญญัติว่า ถ้าหนี้ตามเช็คนั้นได้สิ้นความผูกพันไปก่อนที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้ถือว่าคดีเลิกกันตาม ป.วิ.อ ดังนั้นในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินตามเช็ค ถ้าได้มีการประนีประนอมยอมความ มีผลทำให้หนี้ตามเช็คระงับไป แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวจะเป็นการยอมความกันเฉพาะคดีแพ่ง และผู้เสียหายไม่ได้สละสิทธิในการดำเนินคดีอาญาซึ่งไม่มีผลเป็นการยอมความในคดีอาญาตามมาตรา 39(2) ด้วยก็ตาม คดีอาญาก็เป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.เช็คฯ มาตรา 7 สิทธิของโจทก์ในการนำคดีอาญามาฟ้องระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (ฎ. 721/44, 3447-8/43) การนำมูลหนี้ตามเช็คมาแปลงหนี้เป็นสัญญากู้ยืม เป็นการทำสัญญาแปลงหนี้ใหม่ มูลหนี้เดิมตามเช็คจึงระงับ แม้จำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้เงินตามสัญญาเงินกู้ให้โจทก์ก็ตาม คดีจึงเป็นอันเลิกกันตาม พ.ร.บ.เช็คฯ (ฎ. 5247/45) ตกลงในการผ่อนชำระหนี้ตามเช็ค มิใช่การเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ จึงมิใช่สัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้เดิมตามเช็คยังมีอยู่ ไม่ทำให้คดีอาญาเลิกกันตามมาตรา 7 (ฎ. 2420/41) เรื่องนี้โจทก์จำเลยตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเป็นเงิน ศาลฎีกาถือว่าเป็นข้อตกลงผ่อนชำระหนี้ตามเช็คเท่านั้น แต่ถ้ามีการออกเช็คผ่อนชำระแทนเช็คพิพาทศาลฎีกาถือว่าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว และเป็นการยอมความในคดีอาญาตามมาตรา 39(2) ด้วย (ฎ. 1053/42)
- เมื่อยอมความกันถูกต้องแล้ว แม้ผู้เสียหายจะแถลงต่อศาลว่า สุดแต่ศาลจะพิจารณาสิทธินำคดีอาญามาฟ้องก็ระงับไป (ฎ. 73/23)
- แต่ถ้ายังไม่มีการตกลงยอมความกันการที่ผู้เสียหายยื่นคำร้องฝ่ายเดียวต่อศาลว่าไม่ติดใจเอาโทษจำเลยต่อไป ดังนี้ไม่ใช่การยอมความ (ฎ. 260/36, 238/24) เพราะการยอมความต้องมีการตกลงกัน แต่มีคำสั่งคำร้องที่ 4548/39 บอกว่าการที่ผู้เสียหายมีหนังสือถึงจำเลยว่าไม่ติดใจเอาความ เป็นการยอมความแล้ว ( ค.ฎ. 4548/39)
สรุป การยอมความต้องประกอบไปด้วย ต้องมีการตกลงกันที่จะยอม และ ต้องไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีแก่จำเลยอีกต่อไป 
- การยอมความต้องกระทำภายหลังความผิดเกิดแล้ว ข้อตกลงล่วงหน้าไม่ถือว่าเป็นการยอมความ (ฎ. 1403/08)
- การที่จำเลยนำเงินที่ยักยอกมาคืนผู้เสียหาย หรือตกลงว่าจะคืนให้โดยผู้เสียหายไม่ได้ตกลงให้ระงับคดีอาญาด้วย ไม่เป็นการยอมความ (ฎ. 3680/31, 2284/47)

*** มาตรา 35-36 แห่ง วิ.อาญา มีฎีกาที่น่าสนใจดังนี้ *** (เน้น ทุกตัว)


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7128 - 7131/2552
 โจทก์เป็นนิติบุคคลฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 4 เป็นคดีอาญาในข้อหายักยอก รับของโจร และความผิดต่อพระราชบัญญัติกำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 โดยขอให้ลงโทษทางอาญาแต่เพียงอย่างเดียวมิได้มีคำขอบังคับในส่วนแพ่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายมาด้วย จึงไม่ต้องด้วยพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) ที่โจทก์จะต้องดำเนินการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์อีกทั้งตามบทบัญญัติมาตรา 4, 5, และ 6 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ก็มิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีอำนาจจัดการแทนลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญาซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดหรือพิพากษาให้ล้มละลายด้วย ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจยื่นคำร้องขอถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4 ได้
โจทก์เป็นผู้เสียหายฟ้องคดีเอง คดีอยู่ในระหว่างไต่สวนมูลฟ้องโดยศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้อง ให้ศาลชั้นต้นแยกคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 ขึ้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แม้จำเลยที่ 4 จะฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ก็ต้องถือว่าคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสิ้นผลไปแล้ว ถือได้ว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและเป็นอำนาจของศาลชั้นต้นที่จะพิจารณาสั่ง แต่เมื่อศาลชั้นต้นส่งคำร้องมาศาลฎีกาในขณะที่ฎีกาของจำเลยที่ 4 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เพื่อให้กระบวนพิจารณาเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรสั่งคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์ไปเสียเลยโดยอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องสำหรับจำเลยที่ 4

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3196/2549
 ป.วิ.อ. มาตรา 35 มิได้บัญญัติถึงวิธีถอนฟ้องว่าจะต้องทำเป็นคำร้องแต่วิธีเดียวเท่านั้น หากคู่ความมาอยู่ต่อหน้าศาลและแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาย่อมไม่ห้ามศาลที่จะยอมรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาที่ได้กระทำในศาล โดยจดข้อความขอถอนฟ้องนั้นลงไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหรืออาจจะกำหนดให้โจทก์ถอนฟ้องโดยทำเป็นคำร้องขอถอนฟ้องก็ได้แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร การนัดคู่ความให้มาศาลเพื่อเจรจากันในห้องทำงานของผู้พิพากษาหัวหน้าศาลถือได้ว่า คู่ความมาศาลและขอให้ศาลนั่งพิจารณาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท แม้การไกล่เกลี่ยจะมิได้กระทำในห้องพิจารณาคดีของศาล แต่ก็อยู่ในศาล ถือว่าศาลได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลโดยชอบแล้ว เมื่อคู่ความอยู่ต่อหน้าศาลในการพิจารณาคดีของศาล และโจทก์แถลงของถอนฟ้องด้วยวาจาในศาลนั้นเองก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะรับคำแถลงขอถอนฟ้องด้วยวาจาได้โดยชอบ
โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีแพ่งและคดีอาญาคดีนี้เกี่ยวด้วยมรดกของ ม. ศาลชั้นต้นไกล่เกลี่ยคู่ความทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาไปในคราวเดียวกัน เจตนาในการไกล่เกลี่ยก็เพื่อยุติข้อพิพาททั้งในคดีแพ่งและคดีอาญาโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดีแพ่งและโจทก์ถอนฟ้องคดีอาญาให้เสร็จไปทั้งสองคดีในคราวเดียวกัน ดังนั้น แม้คู่ความจะตกลงกันในคดีแพ่งได้และโจทก์ยอมจะถอนฟ้องคดีอาญา ศาลชั้นต้นก็ต้องทำสัญญาประนีประนอมยอมความและพิพากษาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งไปพร้อมกับอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องและจำหน่ายคดีอาญาไปในคราวเดียวกันเพื่อให้คดีทั้งสองยุติไปตามเจตนาในการไกล่เกลี่ยและเจรจาตกลงกัน การที่ศาลชั้นต้นด่วนบันทึกรายงานกระบวนพิจารณาในคดีอาญาว่าโจทก์ขอถอนฟ้อง จำเลยคัดค้าน ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและมีคำสั่งจำหน่ายคดีอาญาจากสารบบความไปก่อน โดยไม่รอให้คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีแพ่งให้เสร็จไปเพื่อให้คดีทั้งสองยุติไปพร้อมกันในคราวเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยผิดหลง และผิดหลง และผิดระเบียบว่าด้วยการพิจารณาคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 โจทก์จึงชอบที่จะขอให้เพิกถอนเสียได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2583/2551
คดีความผิดต่อส่วนตัวและยังไม่ถึงที่สุด โจทก์ร่วมจะถอนคำร้องทุกข์หรือยอมความเมื่อใดก็ได้ โจทก์ร่วมมอบอำนาจให้ทนายโจทก์ร่วมมีอำนาจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยทั้งสอง ถอนคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนและเจรจาทำความตกลงประนีประนอมยอมความแทนโจทก์ร่วมได้ แม้โจทก์ร่วมมิได้มอบอำนาจให้ทนายโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ต่อศาล ทนายโจทก์ร่วมก็มีอำนาจยอมความได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 35 วรรคสอง และมีผลผูกพันโจทก์ร่วม การที่ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอถอนคำร้องทุกข์เนื่องจากจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้แก่โจทก์ร่วมบางส่วน จึงมีผลเป็นการยอมความกันโดยถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2)

**** ฎีกาติดดาว เน้น ***

**** ฎีกาติดดาว เน้น ***
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4132/2556

แม้ก่อนสืบพยานโจทก์ปากผู้เสียหาย ทนายจำเลยแถลงว่า ขณะสืบพยานโจทก์ปากพันตำรวจโท ว. ผู้เสียหายนั่งอยู่ในห้องพิจารณาทำให้ฝ่ายจำเลยเสียเปรียบ ขอคัดค้านการสืบพยานปากผู้เสียหาย และศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์นำผู้เสียหายเข้าสืบโดยยังไม่ได้จดรายงานกระบวนพิจารณาก็ตามก็มิใช่กรณีที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เพราะศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อคัดค้านของทนายจำเลยแล้วจึงอนุญาตให้โจทก์นำพยานปากผู้เสียหายเขาสืบและบันทึกเหตุผลในการอนุญาตไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาหลังจากที่ดำเนินกระบวนพิจารณาในวันนั้นเสร็จสิ้นแล้ว ทั้งเมื่อยังไม่ปรากฏว่าพยานปากผู้เสียหายเบิกความเป็นที่เชื่อฟังได้หรือไม่ก็ต้องให้ผู้เสียหายเบิกความไปก่อนเพื่อศาลจะได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังคำเบิกความว่าเป็นการผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 114 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ต่อไป

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

*** วิ.อาญามาตรา 30 การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ มี ฎีกาที่น่าสนใจ 2 ตัว รอช่วงค่ำๆ ครับ ค้นไม่เจอ แต่หากใครเจอ คือ ฎ.สองตัวนี้นะ ฎ.4562/2555 และ ฎ.7530/2555 ตอนนี้เอาสรุปย่อไปก่อนครับ

*** วิ.อาญามาตรา 30 การขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ มี ฎีกาที่น่าสนใจ 2 ตัว รอช่วงค่ำๆ ครับ ค้นไม่เจอ แต่หากใครเจอ คือ ฎ.สองตัวนี้นะ ฎ.4562/2555 และ ฎ.7530/2555 ตอนนี้เอาสรุปย่อไปก่อนครับ 

โจทก์ร่วม( มาตรา ๓๐,๓๑) 
กรณีผู้เสียหายเข้าร่วมกับพนักงานอัยการ(มาตรา ๓๐)
ผู้เสียหาย หมายความถึง ผู้เสียหายตามมาตรา ๒(๔) และผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา ๔,๕,๖, 
- ต้องขอเข้าร่วมก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่ถ้าอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์ ต้องขอก่อนคดีเสร็จเด็ดขาด
- ผู้เสียหายเท่านั้นที่มีอำนาจขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาล(ฎ.3252/45) 
- ความผิดต่อ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ, ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๑,ความผิดตามพ.ร.บ.จราจรทางบก, รัฐเท่านั้นเสียหาย เอกชนจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ (ฎ.๑๑๔๑/๓๑,๑๙๑/๓๑)
- ** ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากรและความผิดต่อ พ.ร.บ.ให้บำเหน็จฯ เป็นความผิดต่อรัฐ รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย แม้ผู้จับมีสิทธิได้รับรางวัลนำจับก็ไม่ใช่ผู้เสียหาย เนื่องจากการกระทำความผิดดังกล่าว ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้(ฎ.๓๗๙๗/๔๐) ในกรณีเช่นนี้หากศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการโดยไม่ได้ระบุชัดว่าเข้าร่วมในความผิดฐานใด ก็หมายถึงอนุญาตให้เข้าร่วมเฉพาะในความผิดที่เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้เท่านั้น(ฎ.๒๑๑๐/๔๘) เรื่องนี้บิดาผู้ตายขอเข้าร่วมได้แต่เฉพาะฐานฆ่าผู้อื่น ส่วนฐานทำลายพยานหลักฐานไม่ใช่ความผิดต่อสาธารณชน แต่เป็นความผิดเกี่ยวกับรัฐโดยตรง จึงเข้าร่วมไม่ได้ เมื่อเข้าร่วมไม่ได้ก็ใช้สิทธิอุทธรณ์ไม่ได้
- ผู้ที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด เพราะเป็นเรื่องวิวาททำร้ายกัน จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมไม่ได้ แม้ศาลชั้นต้นสั่งอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมและโจทก์ร่วมอุทธรณ์ต่อมาก็ตาม ก็ถือว่าเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบ(ฎ.๒๗๙๔/๑๖) ผลก็คือเท่ากับไม่มีการเข้าร่วมเป็นโจทก์ การอุทธรณ์ก็เท่ากับไม่ได้อุทธรณ์ 
-ถ้าศาลอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว แม้ภายหลังศาลจะยกคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็ตาม แต่ ก็ไม่ทำให้การดำเนินคดีของโจทก์ร่วมที่ทำไปแล้วเสียไป(ฎ.๑๘๖/๑๔)พยานหลักฐานที่ได้อ้างอิงไว้แล้วศาลย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานสำหรับคดีนั้นได้
-** โจทก์ร่วมเคยขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการ และได้ขอถอนตัวจากการเป็นโจทก์ร่วมไปแล้ว มีผลเท่ากับขอถอนฟ้องในส่วนของโจทก์ร่วมเสร็จเด็ดขาดแล้ว ดังนี้ต่อมาโจทก์ร่วมจะขอเข้าเป็นโจทก์อีกไม่ได้ ต้องห้ามตามมาตรา ๓๖ (ฎ๗๒๑๔/๔๔) ทั้งนี้เพราะการเข้าเป็นโจทก์ร่วมถือว่าเป็นการฟ้อง
- กำหนดเวลาขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ต้องก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา ดังนั้นหากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ผู้เสียหายจะขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมเพื่อใช้สิทธิอุทธรณ์ ฎีกา หาได้ไม่(ฎ๓๙๒/๑๒)
- ศาลต้องสั่งคำร้องขอของโจทก์ก่อนว่าอนุญาต จึงจะเข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ การสั่งว่า “สำเนาให้ทุกฝ่ายไว้พูดกันวันนัด” พอถึงวันนัดจำเลยรับสารภาพจึงตัดสินคดีไปทีเดียว กรณีนี้ถือว่ายังไม่ได้อนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วม(ฎ๑๑๓๗/๙๔) แต่ถ้าศาลยังไม่สั่งคำร้อง แต่มีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อมาเช่นสืบพยานและอื่นๆต่อมาในฐานะโจทก์ร่วม เป็นพฤติการณ์ที่ศาลอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว(ฎ๓๒๓/๑๐ ป.)
-เมื่อศาลอนุญาตแล้วต้องถือคำฟ้องของอัยการเป็นหลัก ดังนี้ถ้าศาลพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมตกไปด้วย(ฎ.๑๕๘๓/๑๓,๑๙๗๔/๓๙)
- โจทก์ร่วมจะใช้สิทธินอกเหนือไปจากสิทธิของอัยการไม่ได้ จึงไม่มีอำนาจแก้และเพิ่มเติมฟ้องของอัยการ(ฎ.๓๘๓๓/๒๕) อย่างไรก็ตามแม้โจทก์ร่วมจะขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องไม่ได้ แต่มีสิทธิระบุพยานหรือขอสืบพยานเพิ่มเติมได้(ฎ.๕๖๘/๑๓)
- ในคดีที่พนักงานอัยการไม่มีอำนาจขอให้คืนหรือใช้ราคาแทนผู้เสียหาย คำขอของโจทก์ร่วมที่ขอให้ถือเอาตามคำฟ้องของอัยการย่อมตกไปด้วย(ฎ.๓๖๖๗/๔๒)
- ในคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงและมีคำขอในส่วนแพ่งด้วย แม้คำขอส่วนแพ่งนั้นจะมีทุนทรัพย์เกินอำนาจของศาลแขวง พนักงานอัยการก็มีอำนาจต่อศาลแขวงได้ แต่โจทก์ร่วมไม่อาจถือเอาคำขอส่วนแพ่งนั้นเป็นคำขอของตนได้ โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ให้จำเลยรับผิดในส่วนแพ่งได้(ฎ.๔๑๑๙/๒๘)
- พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนี้หากพนักงานอัยการไม่มาในวันนัดพิจารณาแต่โจทก์ร่วมมาจะถือว่าโจทก์ขาดนัดและยกฟ้องตามมาตรา ๑๖๖ ไม่ได้(ฎ.๑๕๑๙/๙๗)
- สิทธิในการยื่นอุทธรณ์ ฎีกา เป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่ความ โจทก์ร่วมจะขอถือเอาฎีกาของพนักงานอัยการโจทก์เป็นฎีกาของโจทก์ร่วม และขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาของโจทก์ไม่ได้ (ฎ.๓๒๙๒/๓๒)
- ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมในคดีที่ผู้เสียหายอื่นยื่นฟ้องไม่ได้ เพราะ มาตรา ๓๐,๓๑ บัญญัติให้ผู้เสียหายและพนักงานอัยการเข้าร่วมเป็นโจทก์กับคดีที่อีกฝ่ายหนึ่งได้ฟ้องเท่านั้น แสดงว่ากฎหมายประสงค์ให้มีการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมไว้เฉพาะสองกรณีดังกล่าวเท่านั้น (ฎ.๓๓๒๐/๒๘) และอาศัยมาตรา ๕๗ แห่ง ป.วิ.พ. มาใช้บังคับก็ไม่ได้(ฎ๓๙๓๕/๒๙)
- เมื่อผู้เสียหายได้รับอนุญาตให้เข้าเป็นโจทก์ร่วมแล้ว ผู้เสียหายจึงมีฐานะเป็นโจทก์จะนำเรื่องเดียวกันนั้นฟ้องจำเลยอีกไม่ได้ เป็นฟ้องซ้อน ตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา ๑๓๗
- การขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมก็คือการฟ้องคดีนั่นเอง แต่ไม่ได้ทำเป็นคำฟ้อง เป็นเพียงคำร้องเท่านั้น ดังนี้ทนายความลงชื่อแทนโจทก์ได้ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๑๕๘(๗)(ฎ.๖๒๙/๐๑)
- ผู้เยาว์ฟ้องคดีเองไม่ได้ ต้องมีผู้จัดการแทนตามมาตรา ๕ และจะขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับอัยการไม่ได้ แม้จะได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม (ฎ.๕๖๓/๑๗)
-** เมื่อศาลชั้นต้นตัดสินคดีแล้ว แม้พนักงานอัยการไม่อุทธรณ์โจทก์ร่วมก็มีสิทธิอุทธรณ์แต่ผู้เดียว(ฎ.๒๓๘๑/๔๒) แต่ถ้าพนักงานอัยการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยโจทก์ร่วมไม่ได้อุทธรณ์ด้วยเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษาแล้วโจทก์ร่วมไม่มีสิทธิฎีกา ถือว่าคดีระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลยมิได้ว่ากันมาแล้วในศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่งมาตรา ๒๔๙ ประกอบ ป.วิ.อาญา มาตรา ๑๕(ฎ.๗๑๐๐/๔๐)
- พนักงานอัยการและโจทก์ร่วมต่างมีฐานะเป็นโจทก์ด้วยกัน ดังนั้นแม้โจทก์ร่วมเป็นผู้อุทธรณ์ฝ่ายเดียว และศาลอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานใหม่ พนักงานอัยการก็มีสิทธิสืบพยานต่อไป (ฎ.๑๐๐๐/๑๒ ป.)

*** วิ.อาญา มาตรา 29 ออก ข้อสอบเป็นประจำ เน้นให้เข้าใจ (ส่วนฎีกาที่น่าสนใจ มี 2 ตัว



ผู้เสียหายฟ้องคดีแล้วตายลง (มาตรา 29)
หลักเกณฑ์   เมื่อผู้เสียหาย(ที่แท้จริง) ยื่นฟ้องแล้วตายลง ผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามีหรือภริยา จะดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปก็ได้ 
ถ้าผู้เสียหายที่ตายนั้นเป็นผู้เยาว์ ผู้วิกลจริต หรือผู้ไร้ความสามารถ ซึ่งผู้แทนโดยชอบธรรมผู้อนุบาล หรือผู้แทนเฉพาะคดีได้ยื่นฟ้องแทนไว้แล้ว    ผู้ฟ้องแทนนั้นจะว่าคดีต่อไปก็ 
-  ตามมาตรา  29   เป็นกรณีที่ผู้เสียหายที่แท้จริงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องคดีเอง  และน่าจะรวมถึงกรณีที่ผู้เสียหายได้เข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการแล้วตายลงด้วย 
- **  การเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายนี้  ผู้เสียหายต้องได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อนตายลงเท่านั้น ไม่รวมถึงการแจ้งความร้องทุกข์โดยยังไม่ฟ้องคดีด้วย   ดังนั้นการที่ผู้เสียหายเพียงแต่แจ้งความร้องทุกข์ไว้ท่านั้น บุคคลตามมาตรา 29  ไม่มีอำนาจดำเนินคดีต่อไปได้ (ฎ. 5162/47)
- ผู้เสียหายที่ฟ้องคดีแล้วตายตามมาตรา  29 นี้  หมายถึงตัวผู้เสียหายที่แท้จริงเท่านั้น ไม่รวมถึงผู้มีอำนาจจัดการแทนด้วย  ถ้าผู้จัดการแทนถึงแก่ความตาย บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี หรือภริยาของผู้จัดการแทน จะดำเนินคดีต่างผู้ตายตามมาตรา  29 ไม่ได้  (ฎ. 1187/43, 2331/21) 
- ** ตามมาตรา  29 นี้  ผู้เสียหายจะต้องได้ฟ้องคดีไว้แล้วตายลง  ถ้าผู้เสียหายตายเสียก่อนฟ้องคดี อำนาจฟ้องคดีไม่เป็นมรดกตกทอด ไม่เข้ากรณีมาตรา  29 นี้  (ฎ. 3395/25, 2219/21)
- ผู้บุพการี และผู้สืบสันดาน ที่จะมีอำนาจดำเนินคดีต่างผู้ตาย ตามมาตรา  29  หมายถึงผู้บุพการี หรือผู้สืบสันดานตามความเป็นจริง  ( เช่นเดียวกับบุพการี และผู้สืบสันดาน ตามมาตรา  5(2) )   ดังนี้บุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหายก็มีสิทธิดำเนินคดีต่อไปได้  และถ้าบุตรยังเป็นผู้เยาว์อยู่  มารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรมก็ดำเนินคดีแทนผู้เยาว์ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา  56  ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15  โดยมารดาไม่ต้องขออนุญาตเป็นผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เยาว์ต่อศาลก่อน(ฎ. 5119/30)     กรณีถ้าเป็นสามี ภริยา ของผู้เสียหาย ตามมาตรา 29 วรรคแรกนี้  น่าจะต้องเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย (เทียบ ฎ. 1056/03)  ในมาตรา  5(2))  ดังนั้น ตาม ฎ. 5119/30  นี้  ภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของของผู้เสียหาย (มารดาของผู้เยาว์)  จึงไม่อาจเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายในฐานะภริยาของผู้ตายได้  แต่ที่เข้ามาในคดีได้ก็เนื่องจากเป็นมารดาผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์ ซึ่งเป็นบุตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย  ทั้งนี้อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา  56  ประกอบ ป.วิ.อ.มาตรา  15
- **  ผู้ที่มีอำนาจดำเนินคดีต่างผู้ตายตามมาตรา  29  มีเฉพาะผู้บุพการี ผู้สืบสันดาน สามี และภริยา เท่านั้น   ดังนี้   พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับผู้ตาย และเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ก็ไม่มีอำนาจเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตาย  (ฎ. 2242/33) 
 - มาตรา  29 วรรคแรก เป็นเรื่องผู้เสียหายที่แท้จริงยื่นฟ้องแล้วตายลง  ส่วนมาตรา 29 วรรคสอง เป็นกรณีผู้แทนโดยชอบธรรมฯ หรือผู้แทนเฉพาะคดี เป็นผู้ยื่นฟ้องแทนผู้เสียหายไว้แล้วผู้เสียหายนั้นตายลง   ผู้ฟ้องคดีแทนจึงว่าคดีต่อไปก็ได้    
-    เฉพาะกรณีผู้แทนเฉพาะคดีจะดำเนินคดีต่อไปได้ตามมาตรา  29 วรรคสองนี้  ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้ตั้งผู้แทนเฉพาะคดีของผู้เสียหายตามมาตรา 6 ไว้แล้วก่อนที่ผู้เสียหายจะตายลง  ถ้าผู้เสียหายตายระหว่างการร้องขอเป็นผู้แทนเฉพาะคดี  ผู้นั้นจะดำเนินคดีต่อไปไม่ได้  (ฎ. 3432/36, 1625/32)
- บทบัญญัติมาตรา 29 นำไปใช้ในกรณีร้องขอให้ปล่อยเนื่องจากการคุมขังผิดกฎหมายตามมาตรา  90 ด้วย  (ฎ. 392/22)  และนำไปใช้กับกระบวนพิจารณาในชั้นร้องขอคืนของกลางได้ด้วย  (ฎ. 1595/28)
- บิดาฟ้องมารดาเป็นจำเลย ผู้สืบสันดานของจำเลยจะขอรับมรดกความไม่ได้ เพราะเป็นคดีอุทลุม (ฎ. 1551/94 ป.) 
- การขอเข้าดำเนินคดีต่างผู้ตายต่อไปตามมาตรา  29 นี้   มิได้กำหนดเวลาไว้  จะนำระยะเวลาการรับมรดกความในคดีแพ่งซึ่งมีกำหนด 1 ปี  ตาม ป.วิ.พ. มาตรา  42  มาใช้บังคับไม่ได้ (คร.1595/28) 
- ผู้ที่ได้รับมรดกความอาจไม่ดำเนินคดีต่อไป แต่ขอให้ศาลจำหน่ายคดีก็ได้  (ฎ. 3619/43) 
- กรณีที่ผู้เสียหายยื่นฟ้องแล้วตายลงนั้น  กฎหมายไม่ได้บังคับให้บุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา  29  ต้องเข้ามาดำเนินคดีต่างผู้ตาย  ถ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาเลย กรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ร่วม  ก็ไม่มีปัญหาอะไรเพราะพนักงานอัยการดำเนินคดีต่อไปได้  แต่ในกรณีที่ผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ถ้าการตายของโจทก์ไม่เป็นเหตุขัดข้องในการดำเนินคดีต่อไป  ศาลฎีกาก็มีอำนาจพิจารณาคดีต่อไปได้ เช่น กรณีที่โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หรือศาลฎีกา ซึ่งไม่ต้องมีการพิจารณาสืบพยานกันอีก  ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาก็พิจารณาพิพากษาคดีต่อไปได้ (ฎ. 814/20 ป., 1244/04)
- ในคดีความผิดต่อส่วนตัว โจทก์ตายหลังจากศาลฎีกาส่งคำพิพากษาให้ศาลชั้นต้นอ่าน แม้ไม่มีผู้รับมรดกความ คดีก็ไม่ระงับไป (ฎ. 217/06 ป.) เพราะถือว่า ดำเนินคดีมาครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว 

*** วิ.อาญา มาตรา 28 มีหลักกฎหมายที่น่าสนใจเรื่องเดียวคือ***


ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา  (มาตรา  28)
ได้แก่  1) พนักงานอัยการ  2) ผู้เสียหาย
- กรณีคดีอาญาที่ผู้เสียหายหลายคน  แม้ผู้เสียหายคนหนึ่งได้ฟ้องผู้กระทำความผิดไปแล้ว ผู้เสียหายคนอื่นก็ยังมีสิทธิฟ้องผู้กรทำความผิดได้อีก  ไม่เป็นฟ้องซ้ำ หรือฟ้องซ้อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3619/2543
 เช็คพิพาทถึงกำหนดภายหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายสิทธิตามเช็คพิพาทจึงเป็นมรดกตกได้แก่โจทก์ผู้ทรงเช็คซึ่งเป็นทายาทผู้ตายทันทีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599โจทก์จึงเป็นผู้ทรงเช็คพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อธนาคาร ตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาท ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายและเป็นผู้เสียหายโดยตรงมีอำนาจฟ้อง
โจทก์ที่ 3 ซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ยื่นฟ้องแล้วตายลง โจทก์ที่ 1ซึ่งเป็นมารดาของโจทก์ที่ 3 ผู้ตายไม่ประสงค์จะดำเนินคดีแทนก็เป็นสิทธิของโจทก์ที่ 1 ที่จะร้องต่อศาลขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ที่ 3 ได้ เมื่อจำเลยไม่คัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้นที่จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 3 จึงชอบแล้ว
สิทธิตามเช็คพิพาทเป็นมรดกตกทอดแก่โจทก์ทั้งสาม โจทก์ทั้งสามย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในเช็คพิพาท โจทก์ทั้งสามคนใดคนหนึ่งสามารถที่จะฟ้องร้องให้ดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยได้โดยลำพัง โดยไม่จำต้องใช้สิทธิร่วมกันทั้งการฟ้องคดีของโจทก์ทั้งสามเป็นการใช้สิทธิในฐานะผู้เสียหาย มิใช่สิทธิในฐานะผู้จัดการมรดก การที่ศาลจำหน่ายคดีของโจทก์ที่ 3 เนื่องจากโจทก์ที่ 3 ถึงแก่ความตายก็หาทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์ที่ 1และที่ 2 ต้องระงับไปไม่


เขตอำนาจศาล วิ.อาญา

เขตอำนาจศาล( มาตรา  22-27)
ศาลที่มีอำนาจรับชำระคดี หลัก ก็คือศาลที่ความผิได้เกิดขึ้น อ้าง หรือเชื่อว่าเกิดขึ้นในเขตอำนาจ   แต่มีข้อยกเว้นคือ  อาจฟ้องจำเลยต่อศาลในเขตที่จำเลย มีที่อยู่ หรือ ถูกจับ หรือ ได้มีการสอบสวนความผิดในท้องที่ใด ศาลซึ่งท้องที่นั้นๆ อยู่ในเขตอำนาจก็ได้ ตาม มาตรา  22(1)
- มาตรา  22(1) มิได้เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิของโจทก์ที่จะเลือกยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่ในเขตอำนาจหรือถูกจับได้ แต่เป็นบทบัญญัติที่ให้เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ จะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ โดยศาลจะพิจารณาว่าการฟ้องคดีที่ศาลชั้นต้นที่จำเลยมีที่อยู่หรือถูกจับ จะสะดวกยิ่งกว่าการฟ้องคดีต่อศาลที่ความผิดเกิด เชื่อ หรืออ้างว่าเกิด หรือไม่    ดังนั้นการที่โจทก์อ้างว่า การย้ายจำเลยทั้งสองจากเรือนจำบางขวาง นนทบุรี  ไปดำเนินคดีที่ศาลจังหวัดภูเก็ต จะไม่ปลอดภัย ในการควบคุม และอาจเสียหายระหว่างการขนย้าย เป็นเพียงปัญหาในการปฎิบัติของกรมราชทัณฑ์ที่อาจแก้ไขได้   ไม่ใช่กรณีที่ การพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดนนทบุรี   จะสะดวกยิ่งกว่าการฟ้องที่ศาลจังหวัดภูเก็ต (ฎ. 516/48, 6511/46)       
- คำว่าที่อยู่ ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 22(1)  มีความหมายเช่นเดียวกับภูมิลำเนา  (ฎ. 2073/36)  และต่อมาได้มีบทบัญญัติมาตรา  47  แห่ง ป.พ.พ. บัญญัติให้ภูมิลำเนาของผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาล ได้แก่เรือนจำหรือทัณฑสถานที่ถูกจำคุกอยู่จนกว่าจะได้รับการปล่อยตัว    ซึ่งโจทก์อาจฟ้องจำเลยต่อศาลที่อยู่ในเขตที่ตั้งของเรือนจำ หรือทัณฑสถาน ก็ได้ แต่ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะรับชำระคดีหรือไม่ก็ได้ (ฎ. 2646/46) 
-  ผู้ที่ถูกจำคุกตามคำพิพากษาของศาลนั้น ต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดด้วย จึงตะถือว่าเรือนจำ หรือทัณฑสถานเป็นภูมิลำเนา ตาม ป.พ.พ. มาตรา  47   ถ้าคำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดก็ไม่ถือว่าเป็นภูมิลำเนา  (ฎ. 2209/40)    และต้องมีการจำคุกจริงๆในเขตศาลนั้นด้วย (ฎ. 8836/38)
-***  ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยหนังสือพิมพ์ลงข้อความหมิ่นประมาท  ถือว่าท้องที่ที่จำหน่ายหนังสือพิมพ์ทุกแห่งเป็นที่เกิดเหตุ (ฎ. 2145/18, 2360/23)
- กรณีความผิดต่อ พ.ร.บ.เช็ค ฯ  หากเป็นกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเอง  สถานที่เกิดเหตุมีเพียงสถานที่เดียวคือ สถานที่ที่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการใช้เงิน (ฎ. 857/30, 1229/19 ป.)   แต่ถ้าอัยการฟ้อง จะมีที่เกิดเหตุ 2  แห่งคือสถานที่ออกเช็ค และสถานที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน   ดังนั้นถ้ามีการสอบสวนในท้องที่ที่ออกเช็ค ซึ่งถือว่าเป็นความผิดต่อเนื่องกับท้องที่ที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน อัยการจึงฟ้องได้ตามมาตรา  22(1) (ฎ. 1702-3/23 ป.)  ซึ่งเป็นการโยงมาตรา 19  (3) กับ มาตรา  22(1) 

  

สรุป วิ.อาญา มาตรา 20

กรณีความผิดนอกราชอาณาจักร (มาตรา 20) 
หลักเกณฑ์   ถ้าความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ได้กระทำลงนอกราชอาณาจักร ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ  หรือจะมอบหมายให้พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนคนใด เป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้  (วรรคแรก)
ในกรณีที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายให้ พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวน   อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน จะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนนั้นก็ได้ (วรรคสอง)
ให้พนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ หรือให้ทำการสอบสนร่วมกับพนักงานสอบสวน มีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวน และอำนาจ หน้าที่ประการอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ (วรรคสาม)
ในกรณีที่พนักงานอัยการทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน  (วรรคสี่)
ในกรณีจำเป็น พนักงานสอบสวนต่อไปนี้มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งจากอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน  (1) พนักงานสอบสวนซึ่งผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจ  (2) พนักงานสอบสวนซึ่งรัฐบาลประเทศอื่น หรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา (วรรคห้า)
เมื่อพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน แล้วแต่กรณี เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นตามมาตรา  140, 141 หรือ 142 ส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน (วรรคท้าย) 
-  ความผิดที่เกิดขึ้นในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือว่าเป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 วรรคสอง (ฏ. 2670/35) โปรดดูหมายเหตุ 
- จำเลยฝากทรัพย์ของผู้เสียหายขณะที่อยู่นอกราชอาณาจักร แต่เมื่อถึงประเทศไทยได้ปฏิเสธว่าไม่ได้รับฝากไว้  ถือว่าเหตุความผิดฐานยักยอกเกิดในราชอาณาจักร ไม่ใช่ความผิดที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร จึงไม่เข้ากรณีตามมาตรา  20   (ฎ. 1573/35)

 หมายเหตุ    ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร ตามความหมายของมาตรา  20 นี้  มีความเป็น 2 ฝ่าย คือ
1. ฝ่ายแรกเห็นว่าเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 4 วรรคสอง  , มาตรา 5 9   เช่น  อาจารย์ ธานิศฯ  อาจารย์จิตรฤดีฯ   

2. ฝ่ายที่สอง เห็นว่ากรณีที่ ป.อ.ถือว่าเป็นการกกระทำความผิดในราชอาณาจักร เช่น มาตรา  4 วรรคสองไม่ใช่ความผิดที่มีโทษตามกฎหมายไทย ที่กระทำลงนอกราชอาณาจักร  เพราะกรณีดังกล่าว ป.อาญา ให้ถือว่ากระทำผิดในราชอาณาจักร จึงไม่ต้องด้วย มาตรา  20 แห่ง ป.วิ.อาญา    โดยฝ่ายนี้ก็ได้แก่  ดร.เกียรติขจรฯ  รวมถึงในหนังสือ วิ.อาญาของจูริสฯ    และมีคำพิพากษาฎีกาสนับสนุนคือ ฏ. 2670/35  ที่วินิจฉัยว่า เหตุเกิดในเรือไทย หรืออากาศยานไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ถือว่าเป็นการกระทำในราชอาณาจักร ตาม ป.อ.มาตรา 4 วรรคสอง  เมื่อเหตุเกิดในเรือไทยที่อยู่นอกราชอาณาจักร เป็นการกระทำความผิดในราชอาณาจักร พนักงานสอบสวนกองปราบกรมตำรวจ มีอำนาจสอบสวนคดีอาญาได้ทั่วราชอาณาจักรจึงมีอำนาจสอบสวน